ระนาดRANAD
มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ "ระนาด" ณ ที่นี้
Ranad and Its Significance
ระนาด เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของวงดนตรีไทย โดยเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในวงปี่พาทย์ชนิดตี วงดนตรีไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกภาคของประเทศ มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประเภท คือ
๑. วงปี่พาทย์
๒. วงเครื่องสาย
๓. วงมโหรี
วงปี่พาทย์ เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภท "เครื่องตี" เป็นเครื่องดนตรีสำคัญหรือเป็นตัวเอก ได้แก่ ระนาด กับ ฆ้องวง และมีเครื่องเป่าคือ ปี่ เป็นตัวสำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ เช่น กลอง, ฉิ่ง, ฉาบ
วงเครื่องสาย เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภท "เครื่องสาย" เป็นหลัก ได้แก่ ซอด้วง กับซออู้ และมีเครื่องเป่า คือ "ขลุ่ย" สำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะคือ ฉิ่ง, ฉาบ, กลอง เครื่องดนตรีที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวงเครื่องสายคือ "จะเข้"
วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เครื่องดนตรีจากวง "ปี่พาทย์" กับวง "เครื่องสาย" มาผสมกัน ดังนั้น วงมโหรีจึงประกอบด้วยเครื่องดนตรี คือ ระนาด, ฆ้องวง, ซอสามสาย, ซอด้วง, ซออู้, ขลุ่ย, จะเข้, และเครื่องประกอบจังหวะทั้งหลายเท่าที่เห็นสมควร (ข้อสังเกต ปี่ไม่มีรวมอยู่ในวงมโหรี)
Types of Ranad
ประเภทของระนาดนั้น จำแนกตามหลักดุริยางคศาสตร์ไทยออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ 5 ชนิด ได้แก่ ระนาดเอกไม้ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มไม้ ระนาดทุ้มเหล็ก และ ระนาดแก้ว

ระนาดเอก
มีหลักฐานปรากฏว่ามีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ส่วนประกอบของระนาดเอกที่สำคัญ ๓ ส่วน ได้แก่
๑. รางระนาดเอก เป็นส่วนที่ใช้ขึงผืนระนาดเอกทำหน้าที่เป็นกล่องขยายเสียงให้เกิดเสียงดังกังวาน มีรูปร่างคล้ายลำเรือคือส่วนหัวและท้ายรางโค้งขึ้น มีฐานรองอยู่ตรงส่วนกลางของส่วนโค้งด้านล่างเรียกว่า "เท้าระนาด" ส่วนประกอบที่สำคัญของรางระนาด ได้แก่ โขนระนาดเอก คือแผ่นไม้รูปพุ่มข้าวบิณฑ์ที่ปิดส่วนหัวและท้ายของรางระนาด มีขนาดเท่ากันทั้งสองแผ่น ส่วนบนยาวรีส่วนล่างแหลมคล้ายยอดปราสาท โขนระนาดเอกมีชื่อเรียกอีก ๒ ชื่อคือ หน้ายักษ์ และ หน้านาง โขนทั้งสองแบบมีความแตกต่างตรงขนาดความกว้างยาวกล่าวคือ โขนหน้านางจะมีลักษณะเล็กกว่าหน้ายักษ์และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะโขนหน้านางมีขนาดเล็กเรียวสวยงามกว่าหน้ายักษ์ ด้านในของโขนระนาดจะติดตะขอข้างละ ๒ อัน เพื่อใช้แขวนผืนระนาด กระพุ้ง คือส่วนที่เป็นด้านข้างของระนาดทั้งสองข้าง ลักษณะของกระพุ้งด้านนอกจะป่องออก เพื่อคุณภาพของเสียงและความสวยงาม ท้อง คือส่วนที่อยู่ใต้รางระนาด ลักษณะเป็นไม้ยาวแผ่นเดียวทำไว้รองรับกระพุ้งทั้งสองข้างที่ตั้งขนานกัน ฐาน หรือ เท้าระนาด คือส่วนที่ติดกับท้องระนาด มีรูปร่างคล้ายปิรามิดทรงสี่เหลี่ยม แกะสลักเป็นชั้นเชิงลดหลั่นกันลงมาเพื่อความสวยงาม

๒. ผืนระนาดเอก คือส่วนที่ขึงบนรางระนาด ประกอบด้วยลูกระนาดจำนวน ๒๑ ลูก บางผืนมี ๒๒ ลูก ลูกระนาดที่เพิ่มขึ้นเรียกว่า ลูกหลีก ผืนระนาดที่มี ๒๒ ลูกนิยมใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์นางหงส์และวงปี่พาทย์มอญ ลูกระนาดที่อยู่ซ้ายมือสุด (เสียงต่ำสุด) เรียกว่า ลูกต้น หรือ ลูกทวน ส่วนลูกระนาดที่อยู่ขวามือสุด (เสียงสูงสุด กรณีที่มี ๒๑ ลูก) เรียกว่า ลูกยอด มีการแต่งเทียบเสียงโดยการติดตะกั่วผสมเทียนขี้ผึ้งบริเวณใต้ท้องด้านล่างริมสุดของลูกระนาดทั้งสองข้าง เพื่อให้ได้ระดับเสียงตามที่ต้องการ

๓. ไม้ตีระนาดเอก คือส่วนที่ใช้มือจับเป็นก้านกลมยาวทำด้วยไม้ไผ่ ส่วนหัวของไม้ตีระนาดมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๔ เซนติเมตร มีส่วนหนาประมาน ๒-๓ เซนติเมตร ไม้ตีระนาดแบ่งเป็น ๒ ชนิดคือ
๓.๑. ไม้นวม ลักษณะของหัวไม้ทำด้วยผ้าพันทับด้วยเส้นด้าย เวลาตีมีน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวมและวงมโหรี
๓.๒. ไม้แข็ง หัวของไม้ระนาดทำด้วยรัก มีความแกร่ง แข็ง ซึ่งทำให้เกิดเสียงที่แข็ง กร้าวมีอำนาจ สง่างาม นิยมใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง

ระนาดทุ้ม
เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีรูปร่างแตกต่างจากระนาดเอกคือ ไม่มีฐานหรือเท้าอยู่ที่ใต้รางระนาดและลักษณะของโขน ระนาดก็แตกต่างกันด้วย ผืนระนาดทุ้มนิยมทำด้วยไม้ไผ่ แต่เหลาลูกระนาดให้มีขนาดใหญ่ และยาวกว่าลูกระนาดเอก ลูกระนาดทุ้มมีเสียงที่ทุ้มต่ำและมีวิธีบรรเลงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนระนาดเอก ทั้งนี้เพื่อให้ประสานกลมกลืนกับระนาดเอกซึ่งมีเสียงแหลมสูงกว่า รางระนาดทุ้มมีรูปร่างคล้ายหีบไม้ยาว มีโขนปิดหัวท้ายรางเช่นเดียวระนาดเอกแต่แตกต่างกันที่รูปทรง มีเท้าเตี้ยๆ รองสี่มุมด้านล่างของราง ลูกระนาดทุ้มมีจำนวน ๑๗-๑๘ ลูก หัวไม้ตี เป็นแบบไม้นวมของระนาดเอกแต่มีขนาดใหญ่และนุ่มกว่า
ระนาดเอกเหล็ก
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมเรียก ว่า ระนาดทอง เนื่องจากลูกระนาดทำด้วยทองเหลือง ต่อมาภายหลังใช้เหล็กทำลูกระนาด จึงเรียกว่า ระนาดเหล็ก มีลูกระนาดจำนวนเท่ากับลูกระนาดเอก วางเรียงบนรางไม้รูปร่าง คล้ายหีบมีผ้าพันไม้หรือไม้ระกำวางพาดไปตามขอบรางสำหรับรองหัวท้ายลูกระนาดแทน การร้อยเชือกแขวนไว้ที่โขนแบบระนาดธรรมดา ระนาดเหล็กมีเท้า ๔ เท้าคล้ายระนาดทุ้ม บางทีก็ติดลูกล้อเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ไม้ตีทำด้วยไม้ไผ่หัวไม้ทำด้วยหนังมี ลักษณะคล้ายไม้ฆ้องแต่มีขนาดเล็กกว่า
ระนาดทุ้มเหล็ก
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระอนุชาธิราช ในรัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างระนาดทุ้มเหล็กโดยถอดแบบมาจากหีบเพลงฝรั่ง ที่กำเนิดเสียงโดยกลไกของเครื่องเขี่ยที่เป็นหวีเหล็กซึ่งอยู่ภายใน ลักษณะทางกายภาพของ รางและผืนรวมทั้งไม้ตีเหมือนกับระนาดเอกเหล็กแต่ขนาดของลูกระนาดและรางใหญ่กว่า มีลูกระนาดจำนวน ๑๖-๑๗ ลูก เทียบเสียงทุ้มต่ำเช่นเดียวกับระนาดทุ้ม
ระนาดแก้ว
"ระนาดแก้ว" ที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องมโหรีปี่พาทย์ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพ มีความตอนหนึ่งว่า
....เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ ได้เพิ่มเครื่องมโหรีขึ้น แต่ทำขนาดย่อมลงให้สมกับผู้หญิงเล่น เติมระนาดไม้ กับ ระนาดแก้ว อีกสองอย่าง มโหรีวงหนึ่งเป็น ๘ คน มาในสมัยรัชกาลที่ ๒ เลิกระนาดแก้วเสีย ใช้ฆ้องวงแทน....
ในพระราชนิพนธ์ฉบับเดียวกันนี้ มีเชิงอรรถที่ทรงอธิบายไว้อีกว่า "ที่เรียกว่าระนาดแก้วนั้น ของเดิมจะเป็นอย่างไรผู้เขียนหนังสือนี้ไม่เคยเห็น สืบถามก็ไม่ได้ความชัดว่าเอาแก้วหล่อเป็นลูกระนาดวางในรางอย่างระนาดทองที่ทำกันชั้นหลัง หรือตัดแผ่นกระจกเจาะรูร้อยเชือกแขวนกับรางอย่างระนาดไม้ไผ่ แต่อย่างไรเสียงก็คงจะไม่เพราะจึงได้ปรากฏว่าเลิกเสีย เอาฆ้องวงเข้าแทน ที่ห้องแสดงเครื่องดนตรีไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งรูปร่างเป็นระนาดรางขนาดย่อม ลักษณะเหมือนกับระนาดทุ้มเหล็กหรือระนาดทองที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ มีเชือกร้อยกระจกใสแบบระนาดไม้ไผ่ ตรงตามพระนิพนธ์ที่กล่าวไว้ทุกประการ ทำให้ทราบว่านั่นคือระนาดแก้ว"
ในทะเบียนประวัติเครื่องดนตรีของกองพิพิธภัณฑ์ฯ มีรายละเอียดบอกไว้แต่เพียงว่า รางระนาดทำด้วยไม้รักทาชะแล็กสีมะฮอกกานี มีลูกระนาดทำด้วยแก้วจำนวน ๑๖ ลูก ที่มาของระนาดแก้วรางนี้ได้รับประทานมาจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังบางขุนพรหมเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ อาจารย์จิรัส อาจณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยของกองการสังคีต กรมศิลปากร กล่าวไว้ว่า "เคยเอาระนาดแก้วออกมาซ่อมเมื่อหลายปีนานมาแล้วให้ช่างจำรูญ คชแสง เป็นคนซ่อม ปรากฏว่าเสียงไม่เข้าเครื่องต้องเทียบระดับเสียงใหม่โดยใช้ขี้ผึ้งติดถ่วง ลองตีดูแล้วก็ไม่เห็นประทับใจอะไรเลย เสียงมันดังค่อย จะเอามาตีเข้าวงมโหรีปี่พาทย์ก็ไม่ได้ คิดว่าทำขึ้นมาแล้วเห็นว่าใช้ไม่ดีเลยไม่นิยมกัน คำว่าระนาดแก้วน่าจะเป็นอย่างที่สมเด็จกรมดำรงฯ ท่านอธิบายไว้คือ เป็นระนาดลูกเล็กขนาดย่อมกว่าระนาดทั่วไปที่ใช้กันอยู่ แต่มีเสียงเล็กฟังเพราะ เลยเรียกว่าระนาดแก้วเหมือนกับที่เราเรียกคนตีระนาดเสียงเพราะว่าตีเสียงแก้วมากกว่า"
ศาสตราจารย์นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล นักค้นคว้าวิชาการดนตรีไทยเคยกล่าวไว้ว่า "นอกจากระนาดแก้วที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรางนี้แล้ว ยังปรากฏว่ามีระนาดแก้วอยู่ที่อื่นอีก คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โกดังเก็บของที่วังบ้านปลายเนินอันเป็นวังของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "วังคลองเตย" ห้องเก็บของนี้ใหญ่พอสมควรเก็บของไว้มากมายหลายรุ่นหลายสมัย เมื่อดับเพลิงเรียบร้อยแล้วก็ได้พบแก้วสี่เหลี่ยมค่อนข้างหนาจำนวนหลายสิบลูก มีลักษณะคล้ายแก้วหล่อให้เป็นลูกระนาดเลียนแบบลูกระนาดเหล็ก และเจียระไนขอบลบเหลี่ยมที่คมออกเรียบร้อยสามารถจัดให้เป็นลูกระนาดได้สองสำรับพอดีคือ ขนาดใหญ่ชุดหนึ่ง ขนาดเล็กลงมาอีกชุดหนึ่ง พระทายาทเห็นว่าเป็นของแปลกเก็บไว้ในสมัยใดไม่ทราบจนลืมไปแล้ว จึงนำมาทำความสะอาดและสร้างรางขึ้นใหม่ เมื่อจัดลูกระนาดลงใส่ในรางก็ได้ระนาดแก้วที่มีลักษณะคล้ายระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็กเป็นสองรางคู่กัน เมื่อทดลองตีก็มีเสียงบ้างแต่ไม่เกิดความกังวานไพเราะเลย และเนื่องจากทราบว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเก็บเครื่องดนตรีแปลกๆ ไว้เพื่อเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พระทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงได้พร้อมใจกันนำไปน้อมเกล้าฯ ถวาย ขณะนี้ระนาดแก้วทั้งสองรางก็อยู่ที่พระตำหนักจิตรลดา"
จึงพอสรุปได้ว่าข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพ ที่ว่า ลูกระนาดแก้วมีได้สองแบบนั้นเป็นจริง คือที่เป็นกระจกตัดอย่างหนึ่งและเป็นกระจกหล่ออีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเสียงไม่ค่อยไพเราะทั้งสองแบบ จึงเลิกใช้กันไปในที่สุด เหตุหนึ่งที่ทำให้คนสนใจในเรื่องระนาดแก้วนั้นน่าจะอยู่ที่คำว่า "แก้ว" ซึ่งในภาษาไทยนั้น ค่อนข้างจะยกย่องในคุณภาพของคำนี้อยู่มาก เช่นมีคำว่า ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว เป็นต้น รวมทั้งอัญมณีต่างๆ เราก็เรียกกันว่า "แก้ว" ด้วย ครั้นมาถึงแวดวงดนตรีและเพลง เราก็มีเพลงชื่อ เขมรปี่แก้ว สาลิกาแก้ว และที่สำคัญคือ เสียงการขับร้องเพลงนั้น นักดนตรีไทยใช้คำยกย่องนักร้องที่มีกระแสเสียงสูงไพเราะว่า "มีแก้วเสียง" คำว่าแก้วจึงเป็นคำที่มากด้วยคุณภาพ เมื่อกล่าวถึงระนาดแก้ว จึงทำให้นึกไปถึงระนาดที่มีเสียงสดใสไพเราะมีแก้วเสียงกังวานน่าฟัง แต่ปรากฏว่าเมื่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่เป็นแก้วจริงๆ แล้ว กลับเสียงไม่ดี
(จากบทความ เรื่อง "ระนาดแก้วในพิพิธภัณสถานแห่งชาติพระนคร" ของ คุณเสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ ที่เขียนลงหนังสือศิลปวัฒนธรรม)
Famous Ranad Players
"นักระนาด" ผู้ที่มีชื่อเสียง
นักดนตรีไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความสามารถในการตีระนาดเอกนั้นมีมากมาย แต่ในที่นี้ จะขอนำเสนอประวัติของนักระนาดเอก "ชั้นบรมครู" ซึ่งพอที่จะสามารถค้นหาประวัติได้ เพื่อให้อนุชนดนตรีไทยรุ่นหลังได้ทราบความเป็นมาของนักระนาดเอก ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถและเป็นที่รู้จักในวงการดนตรีไทย
การบรรเลงระนาดเอกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีพัฒนาการด้านเทคนิค และศิลปะการบรรเลงควบคู่มากับพัฒนาการของดนตรีไทยยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรือง ชั้นเชิงการตีระนาดก็รุ่งเรืองพัฒนาไปด้วย คือมีครูระนาดดีๆ เกิดขึ้นหลายคน แต่ละคนต่างก็มีส่วนปรับปรุงเทคนิคและศิลปะการบรรเลงให้ก้าวหน้าหลากหลายยิ่งขึ้น พอถึงยุคที่ดนตรีไทยเสื่อมความนิยม ชั้นเชิงลีลาการตีระนาดก็เสื่อมถอยตามไปด้วยเช่นกัน ถ้าจะเอาวิวัฒนาการในการตีระนาดเอกเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ก็พอจะแบ่งได้เป็น ๔ ยุคดังนี้
๑. ยุคทอแสงประเทือง - เป็นยุคเริ่มเจริญรุ่งเรือง พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๔๒๕ (รัชกาลที่ ๒ - ต้นรัชกาลที่ ๕)
๒. ยุครุ่งเรืองหลากหลาย - เป็นยุคทองของระนาดเอก พ.ศ. ๒๔๒๕ - ๒๔๗๕ (รัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที่ ๗)
๓. ยุคสืบสายดำรง - เป็นยุคทรงตัว รักษามาตรฐานของยุคเก่าไว้ พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๕๒๕
๔. ยุคทรงสู้ความเสื่อม - พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงปัจจุบัน
ประวัติของนักระนาดเอกที่จะกล่าวถึง ส่วนใหญ่จะอยู่ในสมัยยุคที่ ๑ และ ๒ ซึ่งเป็นยุคที่ดนตรีปี่พาทย์รุ่งเรืองที่สุด
ยุคทอแสงประเทือง ของระนาดเอกสมัยรัตนโกสินทร์ได้แก่ช่วงรัชกาลที่ ๒ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕ ช่วงนี้ปี่พาทย์เริ่มรุ่งเรือง มีบทบาทในวงการดนตรีไทยมากขึ้น จากดนตรีประกอบพิธีและการแสดงโขนละคร มาเป็นดนตรีเพื่อการฟัง คือปี่พาทย์เสภา โดยเริ่มมีเค้าตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ พัฒนาเป็นวงรับร้องเอกเทศในรัชกาลที่ ๓ เครื่องดนตรีก็เพิ่มมากขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ซึ่งถือเป็นวงมาตรฐานของวงปี่พาทย์ไทยมาจนปัจจุบัน แต่วงปี่พาทย์เครื่องห้าก็ยังคงแพร่หลายอยู่ ส่วนมากใช้ประกอบการแสดง หากบรรเลงรับร้องเพื่อฟังดนตรีจริงจัง ปี่พาทย์เครื่องคู่ได้รับความนิยมมากกว่า ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ขึ้น ช่วงรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๔ เกิดเพลงรับร้อง ๓ ชั้นขึ้นมากมาย นับเป็นพัฒนาการขั้นสำคัญของดนตรีไทย
เมื่อลักษณะการประสมวงและเพลงเปลี่ยนแปลง วิธีการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวงย่อมต้องเปลี่ยนไปด้วย ฆ้องวงใหญ่ อาจจะเปลี่ยนไม่มาก เพราะต้องตี "เนื้อฆ้อง" ยืนเป็นหลักไว้ แต่ระนาดเอก กับ ปี่ ต้องปรับปรุงวิธีการดำเนินทำนอง ให้เหมาะกับลักษณะวงและลักษณะเพลงอย่างแน่นอน ระนาดเอกซึ่งมีลักษณะเสียงแจ่มจ้าโดดเด่นเป็นพระเอกในวง ต้องมีพัฒนาการเรื่องเทคนิคและศิลปะการบรรเลงมากทีเดียว
เมื่อวงปี่พาทย์ยังเป็น "เครื่องห้า" ระนาดเอกก็มีวิธีดำเนินทำนองต่างจากฆ้องวงเป็นทางของตัวเองอยู่แล้ว แต่คงยังไม่วิจิตรพิสดารนักเพราะมีเครื่องดนตรีในวงน้อยชิ้น การประสานเสียงของเครื่องดนตรีในวงจึงยังไม่ซับซ้อน แต่ทุกชิ้นจะต้องแม่นยำและดำเนินทางของตนเองได้ชัดเจน ระนาดยุคเก่าจึงตีกลอนระนาดแบบห่างๆ เสียงแจ่มจ้า ถือเอาเสียงดังฟังชัดเป็นหลัก
เมื่อวงปี่พาทย์พัฒนาเป็นวง "เครื่องคู่" และ "เครื่องใหญ่" ระนาดเอกจึงต้องดำเนินกลอนระนาดที่วิจิตรซับซ้อนขึ้นเพื่อให้สอดประสานกับระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กได้แยบยลจึงจะฟังไพเราะ ความดังของเสียงระนาดก็ต้องลดลงให้เหมาะสม กับจำนวนของเครื่องดนตรีในวงประกอบกับเกิดการแพร่หลายของเพลงอัตรา ๓ ชั้น ซึ่งเปิดโอกาสให้นักระนาดเรียงร้อยกลอนระนาดให้ไพเราะมีชั้นเชิงได้มาก เมื่อเงื่อนไขต่างๆ เปลี่ยนไป ทางเพลง และ กลอนระนาด ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปคือมีเทคนิคและเม็ดพรายในการบรรเลงมากขึ้นกว่าเดิม
ในยุคนี้เองที่ครูระนาดทั้งหลายได้เริ่มพัฒนาทางเพลงของระนาดเอกให้โดดเด่นไพเราะมากยิ่งขึ้น มีระเบียบวิธีการฝึกและเพลงสำหรับฝึกเป็นแบบแผนเช่นเพลงทะแย ๓ ชั้น ๗ ท่อน ซึ่งใช้กลอนระนาดแต่ละท่อนไม่ซ้ำกัน ก็น่าจะเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานแน่ชัดว่า ครูระนาดท่านใดพัฒนาวิธีการตีระนาดไว้อย่างไร แม้แต่นักระนาดเอกที่มีชื่อเสียงก็ค้นได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
นักระนาดเอกที่มีชื่อเสียงมากในยุคนี้ได้แก่ พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "ระนาดขุนเณร" มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นเจ้ากรมปี่พาทย์หลวงคนแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ยังมีครูอื่นอีกบ้างดังรายละเอียดต่อไปนี้
คนระนาดเอกฝีมือดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เท่าที่มีชื่อปรากฏเป็นหลักฐานรุ่นแรกมีเขียนไว้ในคำกลอนไหว้ครูเสภาว่า
ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์ ระนาดฆ้องฤาดีปี่ไฉน
ครูแก้ว ครูพัก เป็นหลักชัย ครูทองอินนั้นแลใครไม่เทียมทัน
มือตีตอดหนอดโหน่งขยักขย่อน ตาพูนมอญมิใช่ชั่วตัวขยัน
ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ
บทไหว้ครูนี้แสดงว่า ครูมีแขก เป็นครูปี่ฝีมือเยี่ยม ครูทองอิน เป็นครูฆ้องที่หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ส่วน ครูแก้ว ครูพัก น่าจะเป็นครูผู้ใหญ่เป็นหลักของยุคนั้น ด้านฝีมือน่าจะเป็นนักระนาดผู้ทรงความรู้สูงด้วย เพราะในคำไหว้ครูบ่งบอกไว้ข้างต้นว่า "ระนาด ฆ้องฤาดีปี่ไฉน" คือจะกล่าวถึงครู ระนาด ฆ้อง และ ปี่ ฉะนั้น ตาพูนมอญ ก็น่าจะเป็นคนฆ้องฝีมือดีคนหนึ่งด้วย ฝีไม้ลายมือครูเหล่านี้เป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานเหลืออยู่เลย มีแต่เพลงที่ครูมีแขกแต่งไว้เท่านั้นที่ยังนิยมเล่นกันอยู่ในปัจจุบัน อาจารย์มนตรี ตราโมท ให้ความเห็นว่า ครูแก้ว ครูพัก และ ครูทองอิน น่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกับครูของครูมีแขก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงกล่าวถึงนักดนตรีฝีมือดีในยุคปลายรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕ ไว้ในสาส์นสมเด็จฉบับลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๖ ว่า "เมื่อได้รับลายพระหัตถ์ (จากสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) เผอิญกำลังครูพระประดิษฐ์ฯ (พระประดิษฐ์ไพเราะ ตาด) ขึ้นมานั่งพูดอยู่ด้วย ได้อ่านตอนหัดปี่พาทย์และครอบละครให้ฟัง ท่านบอกว่าครูเสือนั้นท่านทันเห็นแก่หง่อมผมหงอกขาวทั้งศีรษะเรียกกันว่าเจ้ากรมเสือ แต่จะเป็นเจ้ากรมปี่พาทย์หลวงหรือเจ้ากรมในกรมพระพิพิธ (กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์) ก็หาทราบไม่ ไม่ใช่คนล่ำลือฝีมือดีมิได้แต่นับถือกันเป็นครูใหญ่ด้วยมีอายุสูง คนที่ลือเวลานั้นคือ นายจัน คนของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ กับ นายขุนเณร ซึ่งภายหลังเป็น พระเสนาะดุริยางค์"..... ลายพระหัตถ์ไม่ได้ระบุว่าคนทั้งสองมีฝีมือเลื่องลือด้านใด แต่นายขุนเณรนั้นเป็นคนระนาดแน่นอน เพราะมีรายละเอียดอยู่ในลายพระหัตถ์อีกฉบับหนึ่ง นายจันอาจจะเป็นคนระนาดคู่กับนายมีหรือครูมีแขกซึ่งเป็นคนปี่และเป็นเจ้ากรมปี่พาทย์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ฝีมือนายจันจะเป็นอย่างไร ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้
พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร)
พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) เป็นเจ้ากรมปี่พาทย์หลวงสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อนพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด ตาตะนันท์) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ในสาส์นสมเด็จฉบับที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ว่า พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) และ คุณมรกต ครูมโหรีหลวง ได้ทูลเสนอเพลงสรรเสริญพระบารมีไทยต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
แม้จะเคยร่วมงานดนตรีกัน แต่พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) เป็นคนรุ่นหลังพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เพราะในช่วงรัชกาลที่ ๕ เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ และสมเด็จกรมพระยานริศฯ ยังไม่ได้โสกัณท์นั้น ครูมีแขกอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว ส่วนพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) นั้นเมื่อสมเด็จกรมพระยานริศฯ รับราชการแล้ว ท่านยังตีระนาดไหวจัดอยู่ดังทรงเล่าถึงฝีมือของพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) ไว้ในสาส์นสมเด็จฉบับที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ว่า
"ครูมรกต กับ ครูมีแขก นั้นเคยได้ยินแต่ชื่อไม่เคยเห็นตัว แต่เจ้ากรมขุนเณรนั้นได้เคยรู้จักตัวทั้งทราบฝีมือด้วยทีเดียว เห็นแกมาเข้าไปกำกับปี่พาทย์ตีเล่นละครหลวงแต่ไม่เห็นแกตีอะไรไปนั่งเป็น "P.K.K." อยู่เท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีเทศน์มหาชาติในพระที่นั่งอัมรินทร์ พอกัณฑ์กุมารจบ ก็ได้ยินปี่พาทย์ตีเชิดโอดฟังผิดกับที่ตีอยู่ตามเคยเป็นอันมาก ถึงต้องออกไปดูว่าอย่างไรกัน ที่ไหนได้ไปพบเจ้ากรมขุนเณรเข้าโต้ระนาดอยู่ทีเดียว เขาว่าแกเข้าไปตีเพราะเป็นงานบุญ ที่เห็นผิดปกติจนถึงออกไปดูนั้น ก็เพราะเสียงระนาดผิดกว่าปกติ คนโบราณเรียกคนระนาดที่ดีว่า "ไหว" คือตีได้เร็วซึ่งไม่มีตัวมากนัก คนโบราณซึ่งนับว่าตี "ไหว" นั้นใช้ไม้ผิดกับเดี๋ยวนี้ คือพื้นหนาและพันไม่สู้แข็งนักซึ่งคนเดี๋ยวนี้เรียกว่า "ดูดไหล่" อยากจะมีชื่อว่าเป็นคนระนาด "ไหว" ก็เปลี่ยนไม้ตีทำเป็นปื้นบางทั้งแข็งเป็นหัวขโมย ประสงค์ว่าพอระไปไม่ใช่ตี เครื่องปี่พาทย์ก็ดังเสีย แล้วทำให้เร็วเป็นคน "ไหว" ไปได้ แต่เจ้ากรมขุนเณรแกเป็นคนเก่าคนลือใช้ไม้สำหรับมืออย่างเก่าตีฟังแจ่มกระจ่างมาก จึงต้องออกไปดู ก็เป็นอันได้รู้ว่าฝีมือเจ้ากรมขุนเณรเป็นอย่างไร ที่จริงแกจะต้องตีอยู่เสมอ แต่ตีอยู่ที่บ้าน ไม่ออกแขก ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะตีไปไม่ได้เลย"
ในหนังสือ "บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ" เล่ม ๔ มีข้อมูลเกี่ยวกับพระเสนาะดุริยางค์ ซึ่งสมเด็จกรมพระยานริศฯ ทรงเขียนไว้ว่า เจ้ากรมขุนเณรมีบุตรชื่อ พัก ได้เป็น หลวงสำอางดนตรี (พลบ) ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "สุอังควาทิน" เกิด พ.ศ. ๒๔๐๙ ปีเดียวกับพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ฉะนั้นพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) น่าจะเป็นคนรุ่นโตกว่าครูช้อย อาจจะรุ่นเดียวกับครูทั่ง บิดาครูช้อย แต่เด็กกว่าพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ดังกล่าวแล้วข้างต้น
ครูช้อย สุนทรวาทิน
ครูช้อย สุนทรวาทิน เป็นอัจฉริยะทางดนตรีไทยผู้เปี่ยมทั้งฝีมือและวิชาความรู้ แต่งเพลงอมตะไว้หลายเพลงเช่น โหมโรงครอบจักรวาล แขกลพบุรี ๓ ชั้น แขกโอด ๓ ชั้น ใบ้คลั่ง ๓ ชั้น เขมรปี่แก้ว ๓ ชั้น เขมรโพธิสัตว์ ๓ ชั้น อกทะเล ๓ ชั้น ด้านฝีมือมีชื่อเสียงทั้ง ปี่ ระนาด และ ฆ้อง นอกจากนั้นท่านยังเป็น "ยอดครูดนตรีไทย" มีลูกศิษย์มากและหลายท่านมีชื่อเสียงเยี่ยม เป็น "ครูผู้ใหญ่" ในยุคต่อมาเช่น พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ครูเพชร จรรย์นาฎ พระประดับดุริยกิจ (แหยม) พระพิณบรรเลงราช (แย้ม) เป็นต้น เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ท่านเป็นนักดนตรีที่ตาบอดสนิทมาตั้งแต่ ๓ ขวบ แต่อัจฉริยภาพทางดนตรีของท่านเหนือกว่าคนตาดีรุ่นราวคราวเดียวกับท่านทั้งในด้านวิชาฝีมือ และการถ่ายทอดวิชาดนตรี จนกล่าวได้ว่าท่านเป็นหลักของวงการดนตรีไทยสืบต่อจาก พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ครูช้อย เป็นบุตร ครูทั่ง ซึ่งเป็นครูดนตรีผู้ใหญ่รุ่นใกล้เคียงกับ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ครูช้อยนัยน์ตาบอดทั้งสองข้างเพราะไข้ทรพิษตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ ครูทั่งจึงมิได้สอนวิชาดนตรีให้อย่างจริงจังแต่ท่านเป็นอัจฉริยะสามารถจำเพลงได้แม่นยำและฝึกฝนด้วยตนเองจนมีฝีมือดี มีอยู่คราวหนึ่งคนระนาดประจำวงครูทั่งป่วยกระทันหัน ครูช้อยสามารถบรรเลงแทนได้เป็นอย่างดี บิดาจึงทุ่มเทสอนวิชาดนตรีให้เต็มที่ ด้วยอัจฉริยภาพยอดเยี่ยมท่านจึงศึกษาจนแตกฉานและพัฒนาความรู้ให้งอกเงยออกไป จนมีความรอบรู้และเชี่ยวชาญทั้งการบรรเลงปี่พาทย์และมโหรี จนมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าครูทั่งผู้เป็นบิดา
คุณย่าไผ่ ภรรยาของท่านเล่าให้ ครูเลื่อน สุนทรวาทิน ผู้เป็นหลานปู่ของท่านฟังว่า ครูช้อยสีซอสามสายดีและใส่สายซอได้ทั้งๆ ที่ท่านตาบอดแต่มีโสตประสาทและการใช้มือสัมผัสได้ละเอียดอ่อน ใช้มือแทนตาได้เป็นอย่างดี ครูเพชร จรรย์นาฎ ศิษย์รุ่นเล็กของท่านเล่าว่า เวลาลูกศิษย์ซ้อมเพลง ถ้าใครบกพร่องผิดพลาดท่านจะดีดเม็ดมะขามให้ถูกคนนั้นเพื่อเตือนให้รู้ตัวได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับอธิบายด้วยวาจาให้รู้ข้อบกพร่องนั้นไปด้วย ศิษย์ของท่านจึงมีความรู้และฝีมือดีกันทุกคน
ในด้านฝีมือดนตรี ครูช้อย เชี่ยวชาญทั้ง ระนาด ปี่ ฆ้อง จึงน่าจะเป็นผู้ที่พัฒนาวิธีบรรเลงระนาดเอกให้ประณีตแยบยลไพเราะกว่าที่เคยบรรเลงกันมาแต่เดิมอีกด้วย ดังจะได้อธิบายและแสดงเหตุผลเป็นเรื่องๆ ไปดังนี้
ในด้านการบรรเลงระนาดเอก แม้ว่าครูช้อยจะไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่าระนาดขุนเณร (พระเสนาะดุริยางค์) ซึ่งน่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ถ้าดูจากฝีมือของลูกและลูกศิษย์ จะเห็นได้ชัดว่าท่านต้องแตกฉานเรื่องระนาดเอกมากทีเดียวยกตัวอย่าง เช่น พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) บุตรคนโตของครูช้อย ตามประวัติไม่เคยเป็นศิษย์ครูคนอื่นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เรียนเต็มที่กับบิดาเท่านั้น แต่ก็แตกฉานทั้ง ระนาด ปี่ ฆ้อง และเครื่องดนตรีอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะระนาดเอกนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังสืบต่อจากระนาดขุนเณร เลื่องลือมากในช่วงกลางรัชกาลที่ ๕ ฝีมืออันเป็นเลิศนั้น นอกจากเพราะอัจฉริยภาพส่วนตัวแล้ว ยังต้องได้รับการฝึกสอนอย่างดีมาจากบิดาคือ ครูช้อย สุนทรวาทิน อีกด้วย ส่วนฝีมือในการบรรเลงปี่และฆ้องก็เช่นเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ศิษย์คนโตของครูช้อย ไม่ทราบแน่ชัดว่าเคยเรียนวิชาปี่พาทย์กับใครบ้าง แต่ได้เรียนเต็มที่กับครูช้อย เป็นศิษย์เอกที่ครูช้อยทุ่มเทสอนให้อย่างไม่ปิดบัง ซึ่งก็ปรากฏว่านายแปลกเป็นคนระนาดและคนปี่ชั้นเอกเสมอด้วยพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ท่านยังแตกฉานในการบรรเลงเครื่องดนตรีอื่นๆ และมีความรู้มากจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นครูผู้ใหญ่มาตั้งแต่อายุยังไม่มากนัก มีศิษย์ที่มีฝีมือทางระนาดหลายคนเช่น พระเพลงไพเราะ และ หลวงชาญเชิงระนาด เป็นต้น

ศิษย์อีกคนของครูช้อย คือ ครูเพชร จรรย์นาฎ ซึ่งเป็นศิษย์คนเล็ก มีฝีมือจัดมากทั้งด้านระนาดเอกและฆ้อง เคยเป็นคนระนาดเอกประจำวงวังบูรพาภิรมย์มาก่อนครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ภายหลังจึงเปลี่ยนไปเป็นคนฆ้อง ลูกศิษย์คนหนึ่งของครูเพชรซึ่งมีชื่อเสียงในการบรรเลงระนาดเอกในยุคต่อมาคือ ครูบุญยง เกตุคง ครูบุญยง เกตุคง เล่าว่าเรื่องสำคัญที่ท่านได้เรียนจากสำนักครูเพชรคือเรื่องรสมือและทางบรรเลง มีการฝึกตีประคบมือให้ได้เสียงที่ประณีตเหมาะสม ใช้ทางบรรเลงที่แยบยลงดงามกว่าที่ท่านเคยเรียนมาจากครูคนก่อนๆ ครูเพชรเป็นนักดนตรีวงวังบูรพาฯ ซึ่งพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นครูผู้สอนแนวทางอันประณีตทั้งเรื่องรสมือและทางเพลงก็น่าจะมาจากครูแปลกและครูช้อยนั่นเอง
ยุคของระนาดขุนเณรและครูช้อยนี้น่าจะถือได้ว่า เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญซึ่งจะนำไปสู่ยุคก้าวหน้าของทางเพลงระนาดเอก ระนาดขุนเณรเป็นมาตรฐานการตีระนาดของทางระนาดแบบเก่าซึ่งตีไหวและเสียงโตชัดเจน ส่วนครูช้อยเป็นผู้พัฒนารสมือและความเรียบร้อยในการตีระนาดเอกโดยใช้กลอนดนตรีที่แยบยลมากยิ่งขึ้น จนถึงยุคของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ทางเพลงและศิลปะการตีระนาดจึงได้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกจนเห็นได้เด่นชัด
ครูช้อยจึงเป็นผู้ที่ได้วางรากฐานในการพัฒนากลอนระนาดเอก และรสมือในการบรรเลงระนาดให้กับ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) และนับว่าเป็นครูระนาดสำคัญคนหนึ่งของยุครัตนโกสินทร์
ปีเกิดของครูช้อยนั้นพอจะอนุมานได้ว่าน่าจะเกิดช่วง พ.ศ. ๒๓๗๐ - ๒๓๘๐ ถึงแก่กรรมราว พ.ศ. ๒๔๔๐ - ๒๔๔๓ ครูเลื่อน สุนทรวาทิน เล่าว่าคุณปู่ช้อยของท่านแก่กว่าคุณย่าไผ่สิบกว่าปี พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) บิดาท่านเป็นลูกชายคนโตของครูช้อย เกิด พ.ศ. ๒๔๐๙ ถ้าขณะนั้นคุณย่าไผ่อายุ ๑๙ - ๒๐ คุณย่าไผ่ ก็ต้องเกิดปี พ.ศ. ๒๓๘๙ - ๒๓๙๐ ครูช้อยจึงน่าจะเกิดช่วงปี พ.ศ. ๒๓๗๐ - ๒๓๘๐ ส่วนปีตายของครูช้อยนั้น หลวงบรรเลงเลิศเลอ (เกิด พ.ศ. ๒๔๒๒) เล่าว่า เมื่อท่านอายุราว ๑๑ - ๑๒ ปี ได้ไป
เป็นศิษย์ครูช้อยที่วัดน้อยทองอยู่ ได้ทำหน้าที่จูงครูช้อยไปสอนดนตรีตามวงต่างๆ และวังเจ้านายอยู่ ๕ ปี จึงพ้นจากหน้าที่นี้ ซึ่งน่าจะประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๓๙ ครูช้อยยังมีชีวิตอยู่ต่อมา แต่น่าจะถึงแก่กรรมก่อนปี พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๔๕ ซึ่งเป็นช่วงที่ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้เป็น จางวางศร และได้ประชันระนาดครั้งสำคัญกับพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ถ้าครูช้อยยังมีชีวิตอยู่ พระยาประสานดุริยศัพท์ (ครูแปลก) น่าจะเกรงใจครูช้อย และไม่ยอมมาสอนจางวางศร และครูเพชร จรรย์นาฏ คงไม่กล้ามาเป็นคนฆ้องให้กับวงดนตรีของจางวางศรด้วยเช่นกัน ครูช้อยจึงน่าจะถึงแก่กรรมก่อนปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และมีอายุในราว ๗๐ ปี
ครูสิน สินธุสาคร (พ.ศ. ๒๓๗๕ - ๒๔๕๗)
ครูสิน สินธุสาคร เป็นนักดนตรีสำนักบ้านขมิ้น เรียนดนตรีจากบ้านตัวเองซึ่งเป็นตระกูลดนตรีและโขนละครกันมานาน แต่จะได้เรียนจากครูอื่นเพิ่มเติมบ้างหรือไม่ ไม่อาจทราบได้ พอเข้าวัยหนุ่มต้องเป็นไพร่สมประจำการที่วังบ้านหม้อของกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ได้ทำหน้าที่เป็นคนระนาดมานานและเป็นครูสอนนักร้องนักดนตรีในวังนี้มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงให้ นายเถา (ขุนสมาน เสียงประจักษ์) บุตรชายมาทำหน้าที่แทน ส่วนตัวเองกลับไปผักผ่อนที่บ้าน
ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้ไปเป็นครูควบคุมวงปี่พาทย์ประจำวังของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่นางเลิ้งตลอดมา จนถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ รวมอายุได้ ๘๒ ปี ขณะที่เป็นหัวหน้าวงดนตรีในวังของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ นั้น ครูสินได้นำวงดนตรีออกประชันกับวงอื่นๆ อยู่เสมอเช่น วงวังบูรพาภิรมย์ วงวังบางขุนพรหม (ยุคนักดนตรีตระกูลนิลวงศ์) วงของกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม วงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ ๖) ท่านได้แต่งเพลงไว้หลายเพลง แต่เมื่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ เลิกทรงปี่พาทย์ นักดนตรีจึงกระจัดกระจายกันไป เพลงของท่านจึงกระจัดกระจายเสื่อมสูญไปด้วย
ครูสิน สินธุนาคร น่าจะมีชื่อเสียงอยู่ในยุคเดียวกับ พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) ครูช้อย สุนทรวาทิน และ ครูสิน ศิลปบรรเลง ท่านเป็นครูระนาดของ พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) ในยุคก่อนที่จะไปเป็นศิษย์ของพระยาประสานดุริยศัพท์ แสดงว่าครูสิน สินธุนาคร เป็นคนระนาดฝีมือดีคนหนึ่งในยุคนั้น แม้จะไม่โด่งดังเท่าพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) ผู้มีชื่อเสียงในการตีระนาดอยู่ก็ตาม แต่การที่ท่านเป็นครูวงดนตรีของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ และนำวงออกประชันกับวงปี่พาทย์ของวังบูรพา ซึ่งจางวางศรเป็นคนระนาด วังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งครูแปลก (พระยาประสานดุริยศัพท์) เป็นผู้คุมวงได้ ก็ต้องนับว่าท่านเป็นครูดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยวิชาและฝีมือเอกอีกคนหนึ่ง
ครูสิน ศิลปบรรเลง
ครูสิน ศิลปบรรเลง น่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับครูช้อย สุนทรวาทิน และครูสิน สินธุนาคร ท่านมีบุตรชาย ๒ คนซึ่งต่อมาเป็นนักระนาดเอกที่มีชื่อเสียงเลื่องลือด้วยกันทั้ง ๒ คน คนโตคือ ปลัดกรมสุวรรณ ส่วนคนเล็กคือ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ปลัดกรมสุวรรณนั้นมีอายุมากกว่าครูหลวงประดิษฐไพเราะกว่า ๒๐ ปี และเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่ม ส่วนครูสินนั้นถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ครูสิน ศิลปบรรเลง เป็นศิษย์คนสนิทของ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ติดสอยห้อยตามเรียนวิชากับครูมีแขกมาตั้งแต่หนุ่มจนมีครอบครัว แล้วก็ยังตามเรียนอยู่ จนกระทั่งครูมีแขกสิ้นชีวิตจึงกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมที่สมุทรสงคราม ครูสินจึงเป็นครูผู้มีความรอบรู้และมีฝีมือมากคนหนึ่ง เพลงทะเลบ้า ๓ ชั้น ที่ท่านแต่งก็ยังเป็นอมตะอยู่จนทุกวันนี้ ในด้านการตีระนาดนั้น ท่านต้องมีวิชาและฝีมืออยู่ในขั้นดีคนหนึ่ง เพราะทั้งบุตรคนโตที่ชื่อสุวรรณและบุตรคนเล็กคือหลวงประดิษฐไพเราะล้วนเป็นคนระนาดฝีมือดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงประดิษฐไพเราะนั้นมีฝีมือจัดมาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าสังกัดวังบูรพา จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าครูสินต้องแตกฉานเรื่องการตีระนาดเอกจึงสั่งสอนลูกชายออกมาฝีมือเยี่ยมอย่างนั้น แต่ไม่สามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับฝีไม้ลายมือของครูสินได้
พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) (๒๔๐๙ - ๒๔๙๒)
พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นอัจฉริยบุคคลทางดนตรีไทยที่หาผู้เสมอเหมือนได้ยากคนหนึ่ง แตกฉานทั้งปี่พาทย์และมโหรี รอบรู้ทฤษฎีและมีฝีมือดีเยี่ยมแทบทุกเครื่องมือ เป็นเลิศในเรื่อง ปี่ ฆ้อง ระนาด ขับร้อง ตลอดจนกระทั่ง ขับเสภา เป็นผู้พัฒนาการขับร้องเพลงไทยให้ประณีตเสนาะไพเราะถึงสุดยอดอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนทางร้องของท่านแพร่หลายที่สุดในวงการดนตรีไทย เป็นผู้พัฒนา การเป่าปี่ให้มีความไพเราะวิจิตรเพริศพรายและมีชั้นเชิงหลากหลาย เป็นนักระนาดที่ไหวจัดเสียงเจิดจ้าสง่างาม ได้รับยกย่องว่าเป็นสุดยอดของระนาดไหวแบบเก่า กลอนดีไม่มีคนกล้าประชันด้วยตลอดเวลาช่วงกลางของรัชกาลที่ ๕
พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นบุตรคนโตของ ครูช้อย สุนทรวาทิน มารดาชื่อ ไผ่ เกิดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ ท่านมีพรสวรรค์ทางดนตรีมาแต่เยาว์วัย คุณย่าไผ่เล่าว่าตีระนาดเก่งมาตั้งแต่ยังเล็กมาก ต้องใช้ตั่งรองนั่งจึงจะตีได้สะดวก แม่นทั้งเสียง แม่นทั้งเพลง และความจำดีเยี่ยม ครูมิ ทรัพย์เย็น เล่าว่าโสตประสาทท่านแม่นยำดีนัก แม้ได้ยินเสียงเคาะระนาดเพียงครั้งเดียวท่านสามารถบอกได้ถูกต้องว่าเป็นลูกที่เท่าไร เพลงการทั้งหลายท่านได้ยินเพียงครั้งเดียวก็จำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ครูสอน วงฆ้อง เล่าว่า เมื่อเด็กครูแช่มเล่นปลากัดอยู่ใต้ถุนเรือนในขณะที่นักดนตรีอื่นๆกำลังเรียนดนตรีอยู่กับครูช้อยบนเรือน ท่านกลับจำเพลงที่ครูช้อยต่อให้ได้ก่อนศิษย์เหล่านั้นเสียอีก
ครูช้อยเป็นครูดนตรีผู้เป็นยอดทั้งฝีมือและวิชาความรู้ นายแช่มจึงมีพื้นฐานวิชาดนตรีและฝีมือดีเยี่ยมมาแต่อายุน้อย พออายุ ๑๒ - ๑๓ ปีก็ได้เข้าเป็นนักดนตรีในวังบ้านหม้อของ เจ้าพระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เจ้าพระยาเทเวศฯ ได้เป็นผู้บัญชากรมมหรสพ พระยาเสนาะดุริยางค์หรือนายแช่ม จึงได้รับราชการเป็นนักดนตรีประจำกรมมหรสพด้วย จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนเสนาะดุริยางค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ เป็นพระ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นพระยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ แล้วถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นวงวังบ้านหม้อเป็นที่ทำการของกรมมหรสพ จึงเป็นศูนย์กลางความรู้ด้านปี่พาทย์ โขน และ ละคร มีนักดนตรีเก่งๆ รวมกันอยู่ที่นั่นมากมายตลอดเวลา กรมพิณพาทย์หลวงเป็นหน่วยงานย่อยของกรมมหรสพ ซึ่งขึ้นกับกรมมหาดเล็กอีกต่อหนึ่ง (ชื่อหน่วยงานราชการเรียกกรมเหมือนกันหมด กรมมหาดเล็กมีฐานะเท่ากระทรวง กรมมหรสพมีฐานะเท่ากับกรมศิลปากร กรมพิณพาทย์หลวงเทียบได้กับกองการสังคีต) ในกรมปี่พาทย์หลวงเป็นที่รวบรวมครูดนตรีและนักดนตรีฝีมือดีแหล่งใหญ่ที่สุด เช่น พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) เจ้ากรมพิณพาทย์หลวงคนแรกสมัย ร. ๕ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เจ้ากรมคนต่อมา หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) ครูมโหรีและครูร้องคนสำคัญ ครูสิน สินธุนาคร คนระนาดเอกของวงวังบ้านหม้อ
การที่พระยาเสนาะดุริยางค์หรือนายแช่มได้เข้าเป็นนักดนตรีในกรมพิณพาทย์หลวง จึงมีโอกาสได้เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์อย่างดียิ่ง ได้เรียนกับครูเก่งๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเต็มที่
พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) นั้น น่าจะได้เป็นครูระนาดคนหนึ่งของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ด้วย เพราะเมื่อ นายแช่ม เข้ารับราชการในกรมพิณพาทย์หลวงนั้น อยู่ในช่วงท่านขุนเณรเป็นเจ้ากรมและกำลังเป็นคนระนาดโด่งดังที่สุดอยู่ นายแช่มซึ่งอายุไม่ถึงยี่สิบกำลังอยู่ในวัยศึกษาหาประสบการณ์และเป็นนักดนตรีในบังคับบัญชาของท่านก็ย่อมเป็นศิษย์ท่านไปด้วยโดยปริยายตามสายงาน ทั้งปรากฏว่าฝีมือการตีระนาดของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ก็ไหวจัด ชัดเจน เช่นเดียวกับพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) ทั้งสองท่านนี้จึงน่าจะได้เป็นครูเป็นศิษย์กันไม่โดยตรงก็โดยอ้อม
เมื่อเจ้าพระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์ร่วมกับเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จัดละครดึกดำบรรพ์ขึ้น (เริ่มฝึกหลัง พ.ศ. ๒๔๓๔ แสดงครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๒) พระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) เป็นผู้ฝึกซ้อมบรรเลง หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) ควบคุมการขับร้อง นายแช่ม สุนทรวาทิน เป็นคนระนาด ย่อมได้ศึกษาเพลงการและทางเพลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จากพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ด้วย จนท่านมีความเชี่ยวชาญปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มาก อนึ่งทางร้องของละครดึกดำบรรพ์นั้น หลวงเสนาะดุริยางค์ได้ปรับปรุงขึ้นใหม่มีลีลาประณีตไพเราะยิ่ง นายแช่มย่อมได้ศึกษามาอย่างดีจนท่านมีความรู้ความสามารถในเรื่องการขับร้องดีเยี่ยมด้วยดังปรากฏว่าท่านได้ถวายงานบรรจุเพลงบทละครเรื่องเงาะป่าแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ท่านได้แต่งทางร้องเพลงใหม่ๆ หลายเพลง เช่น เซ่นเหล้า แขกไทรชั้นเดียว เพลงยาวแหบ โอ้ช้า และท่านได้เป็นนักร้องต้นเสียงชายด้วย ต่อมาท่านได้พัฒนาศิลปะการขับร้องเพลงไทยให้เสนาะไพเราะสุดยอด พื้นฐานการขับร้องแบบประณีตของท่านน่าจะเริ่มมาตั้งแต่ร่วมงานละครดึกดำบรรพ์ จึงถือได้ว่าหลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) เป็นครูคนหนึ่งของท่าน
ถ้าข้อสันนิษฐานดังกล่าวถูกต้องก็นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ได้เป็นทั้งศิษย์ของ หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์) และ พระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) เป็นผู้สืบ "สายเสนาะ" ทั้งด้านศิลปะการดนตรีและราชทินนาม
พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งปี่และระนาดเอกมาตั้งแต่หนุ่มยังไม่มีบรรดาศักดิ์ ได้เป็นผู้เดี่ยวปี่และระนาดเอกบันทึกแผ่นเสียงของเมืองไทย เท่าที่ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล พบ มีเดี่ยวปี่ในเพลงเชิดนอก เดี่ยวระนาดเอกเพลงการเวก ๓ ชั้น เฉพาะด้านระนาดนั้นตีได้ไหวจัดชัดเจนจนไม่มีใครต่อกรด้วยได้ ดังที่ นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล เขียนไว้ว่า "เวลาไปประชันวงกับใคร พอรู้ว่าคนตีระนาดเอกชื่อนายแช่มลูกครูช้อยแล้วละก็ นักดนตรีสมัยนั้นเขายกย่องว่าไม่มีใครสู้ คนระนาดฝีมือดีจัดแค่ไหนก็ต้องกลัวนายแช่มคนนี้" ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลป
บรรเลง) เมื่อรุ่นหนุ่มก็คร้ามเกรงฝีมือ "นายแช่ม" มากดังที่ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เขียนเล่าไว้ว่า "วันหนึ่ง สมเด็จกรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์ วรเดช ทรงเห็นว่าจางวางศรมีฝีมือจัดเจนพอที่จะประชันกับระนาดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งได้แล้ว จึงรับสั่งให้มีการประชันวงขึ้น ตอนนี้เองท่านครูเล่าให้ผมฟังว่าพอได้ยินรับสั่งให้ไปประชันกับท่านผู้นั้น (คือพระเสนาะดุริยางค์ - แช่ม) แล้วท่านก็บังเกิดความกลัวจนลนลาน เพียงแต่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่ามืออ่อนปวกเปียกไปเลยทีเดียว" แม้ว่าหลังการประชันผ่านไปแล้วทางระนาดของหลวงประดิษฐไพเราะจะแพร่หลายได้รับความนิยมมากกว่า แต่หลวงประดิษฐไพเราะก็ยังกล่าวยกย่องฝีมือของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ให้ครูประสิทธิ์ ถาวร ศิษย์เอกของท่านฟังว่า "ตีระนาดตอนจบเพลงนั้นไม่มีใครตีได้ความรู้สึกที่เจิดจ้าเท่าพระยาเสนาะดุริยางค์" อาจารย์มนตรี ตราโมท เล่าถึงฝีมือของพระยาเสนาะดุริยางค์ให้ผู้เขียนฟังว่า "ท่านตีไหวมาก แต่ไหวคนละแบบกับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูหลวงประดิษฐฯ นั้นท่านไหวร่อน แต่พระยาเสนาะดุริยางค์ไหวแบบโบราณคือ ไหวลูกโป้ง เสียงลึก แล้วแปลกจริงๆ ที่ยิ่งไหวยิ่งจ้า คนไม่กล้าสู้ท่านก็เพราะอย่างนี้"
จากคำบอกเล่าข้างต้นเห็นได้ชัดว่าฝีมือการตีระนาดเอกของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นแนวเดียวกับพระเสนาะดุริยางค์ (ขุนเณร) คือไหวจ้า ชัดเจน แต่ความประณีตลึกล้ำดูจะพัฒนาสูงยิ่งกว่าจนได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดของระนาดไหวเสียงโตแบบเก่า และกลอนดีมีลีลาองอาจสง่างาม จนถือเป็นระนาดแบบฉบับที่คนระนาดยุคหลังต้องพยายามฝึกฝนตามแบบให้ดีที่สุดก่อน แล้วจึงฝึกการตีกลอนละเอียดคมคายตามแนวพระยาประสานดุริยศัพท์ สุดท้ายจึงฝึกชั้นเชิงการตีระนาดอันวิจิตรแบบครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ และต้นรัชกาลที่ ๕ ระนาดขุนเณร (พระเสนาะดุริยางค์) โด่งดังที่สุด ต่อมาก็คือ "นายแช่ม (พระยาเสนาะดุริยางค์)" โด่งดังอยู่ในช่วงกลางรัชกาลราว พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๔๓ โดยมี ครูแปลก (พระยาประสานดุริยศัพท์) เป็นผู้มีชื่อเสียงคู่เคียงกันแต่เด่นกันไปคนละแนว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นต้นมาจึงเป็นยุคของ "จางวางศร" (หลวงประดิษฐไพเราะ - ศร ศิลปบรรเลง)
ครูเฉลิม บัวทั่ง เล่าว่า ครั้งหนึ่งตัวท่านและครูปั้นผู้บิดาลงเรือล่องมาถึงหน้าวัดเขมาภิรตาราม ตอนนั้นกำลังมีงานวัดพอดี ได้ยินเสียงเดี่ยวระนาดเอกเพลงการเวก ครูปั้นผู้เป็นบิดาบอกครูเฉลิมว่า "ฟังไว้ซี นั่นละฝีมือของนายแช่มเขาละ" แล้วก็จอดเรือแวะไปที่งาน ปรากฏว่าเป็นเสียงจากลำโพงของเครื่องเล่นแบบไขลาน ครูเฉลิมบอกว่าท่านตีดีจริงๆ ยังจำได้ติดหูมาจนทุกวันนี้ ครูปั้นเป็นครูดนตรีผู้ใหญ่ คุมวงวังท่าเตียนของกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม ก็ยังชื่นชม ยกย่องฝีมือของพ่อแช่ม แสดงว่ายุคนั้น พ่อแช่มโด่งดังไม่มีตัวจับจริงๆ ลูกศิษย์ระนาดเอกของพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) มีมาก ที่มีฝีมือเด่นได้แก่ นายอิน (นิลวงศ์) คนระนาดวังบางขุนพรหมยุคแรก นายเพิ่ม ภิญโญ นายทองใบ ขวัญดี สองคนนี้เป็นคนระนาดวงเจ้าพระยาธรรมาธิกรณธิบดี คนที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็น ครูพริ้ง ดนตรีรส ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นเจ้าแห่งระนาดละคร ด้านปี่ท่านก็เชี่ยวชาญมาก
อาจารย์มนตรี ตราโมท เล่าว่า พระยาเสนาะดุริยางค์เคยเป่าปี่ประชันกับพระยาประสานดุริยศัพท์ครั้งหนึ่ง ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ หรือไม่ก็เป็นสมเด็จวังบูรพาฯ ผลปรากฏว่าฝีมือเสมอกันคือเด่นกันคนละอย่าง พระยาประสานดุริยศัพท์เป่าปี่อ่อนหวานคมคาย ส่วนพระยาเสนาะดุริยางค์ เป่าวิจิตรเพริศพรายทั้งสองท่านจึงได้เป็นคนเป่าปี่ประจำวงปี่พาทย์ฤาษี ซึ่งเป็นวงปี่พาทย์ชุดพิเศษส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งล้วนเป็นครูดนตรีที่มีฝีมือสุดยอดในแต่ละทางดังนี้
ปี่นอก -- นายแช่ม สุนทรวาทิน (พระยาเสนาะดุริยางค์)
ปี่ใน -- นายแปลก ประสานศัพท์ (พระยาประสานดุริยศัพท์)
ระนาดเอก -- นายศร ศิลปบรรเลง (หลวงประดิษฐไพเราะ)
ฆ้องวงใหญ่ -- นายโถ (ชาวอัมพวา เป็นคนฆ้องวังกรมหลวงชุมพรฯ)
ฆ้องวงเล็ก -- นายทั่ว พาทยโกศล (จางวางทั่ว) ขณะนั้นเป็นนักดนตรีวังเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ระนาดทุ้ม -- ครูเหลือ วัฒนวาทิน ครูปี่พาทย์วงวังสวนกุหลาบ
กลองสองหน้า -- นายเนตร หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ครูสีหมี คนเครื่องหนังวังบูรพา
ผู้ขับร้อง -- หม่อมส้มจีน จางวางทั่ว พาทยโกศล 
เครื่องปี่พาทย์ชิ้นอื่นนั้น พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ก็แตกฉาน จะเห็นได้จากศิษย์ซึ่งเป็นเลิศในแต่ละเครื่องมือเช่น ครูเทียบ คงลายทอง (ปี่) ครูสอน วงฆ้อง (ฆ้องใหญ่, ฆ้องเล็ก) ครูแสวง โสภา (ระนาดทุ้ม) ครูมิ ทรัพย์เย็น (เครื่องหนัง) ครูแสวงนั้นท่านให้เรียนเพิ่มเติมกับ ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ ด้วย เครื่องสายท่านก็ชำนาญ มีศิษย์ที่มีฝีมือหลายคน ที่ท่านเป็นเลิศอีกประการหนึ่งคือ การขับร้อง ศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้แก่ ครูเชื้อ นักร้อง, ครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์, สุดา เขียววิจิตร, ทัศนีย์ พิณพาทย์, สุดจิตต์ ดุริยะประณีต และ ธิดาของท่านเองคือ ครูเลื่อน สุนทรวาทิน และ อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ตัวท่านเองก็ร้องเพลงและขับเสภาได้ไพเราะ กระบวนขยับกรับก็ยอดเยี่ยม ได้ถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์ไว้หลายคน เช่น ครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ และ ครูคงศักดิ์ คำศิริ เป็นต้น พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เชี่ยวชาญทั้งเพลงเสภาและเพลงละครในเรื่องเงาะป่า แสดงถึงอัจฉริยภาพอันยอดเยี่ยมของท่านในด้านนี้ ด้านเพลงเสภาท่านก็ปรับปรุงทางให้ไพเราะทั้งทางร้องและทางเครื่อง แต่ไม่ค่อยแต่งเพลงใหม่ ทั้งๆ ที่ท่านมีความสามารถทำได้ดี เพลงที่ท่านแต่งจึงมีน้อย เท่าที่พบมีเพลงโอ้ลาว สามชั้นและชั้นเดียว เพลงเชิดจีน ๓ ชั้น เพลงแขกมอญ ชั้นเดียว และน่าจะมีเพลงพม่าห้าท่อน ที่ใช้ในการประชันวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ อีกเพลงหนึ่ง แต่เพลงที่แพร่หลายที่สุดคือ ตับมอญคละ ส่วนทางเดี่ยวท่านน่าจะได้แต่งหรือปรับปรุงจากของเก่าเพื่อให้ศิษย์ใช้บรรเลงประชันวงหลายเพลงและหลายเครื่องมือ เพลงที่ทราบแน่นอนว่าท่านแต่งเองมีเดี่ยวระนาดเพลงอาเฮีย เดี่ยวฆ้อง เพลงทยอยเดี่ยว (แต่งร่วมกับครูสอน วงฆ้อง) เดี่ยวปี่ เพลงพญาโศก แขกมอญและเพลงอื่นๆ ตลอดเพลงกราวในเถา
พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นนักดนตรีไทยที่ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เป็นคนแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ขณะเป็นขุนเสนาะดุริยางค์ เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดประการหนึ่งในชีวิตของท่าน
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (พ.ศ. ๒๔๒๔ - ๒๔๙๗)
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เกิดเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นบุตรนายสิน กับนางยิ้ม ชาวจังหวัดสมุทรสงคราม บิดาเป็นนักดนตรีและเจ้าของวงปี่พาทย์มีชื่อเสียง ภรรยาคนแรกชื่อ โชติ (นามสกุลเดิม หุราพันธ์) มีบุตรธิดา ๗ คน ที่เป็นนักดนตรีมีชื่อเสียง คือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง และนางมหาเทพกษัตริย์สมุห (บรรเลง สาคริก) ภรรยาคนที่ ๒ ชื่อ ฟู (น้องสาวนางโชติ ศิลปบรรเลง) มีบุตรธิดา ๕ คน
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ เริ่มเรียนดนตรีกับบิดา ต่อมาได้เป็นศิษย์ ครูรอด พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เรียนเพลงมอญกับ ครูสุ่ม ดนตรีเจริญ ได้รับมอบให้เป็นผู้อ่านโองการไหว้ครูจากบิดา
เป็นมหาดเล็กในจอมพลสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทำหน้าที่นักดนตรีและครูสอนดนตรี ต่อมาได้เป็นหัวหน้าวงวังบูรพาภิรมย์ ของพระองค์
เข้ารับราชการประจำวงปี่พาทย์หลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นปลัดกรมปี่พาทย์หลวง เป็นพระอาจารย์สอนดนตรีไทยถวาย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี บรมราชินี รวมทั้งมีส่วนช่วยถวายคำแนะนำการพระราชนิพนธ์เพลงไทย ๓ เพลง คือเพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรลออองค์ เถา และโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง ๓ ชั้น ทั้งยังเป็นผู้ช่วยในการก่อตั้งและฝึกสอนวงมโหรีส่วนพระองค์และวงมโหรีหญิงในราชสำนัก เป็นผู้ควบคุมวงวังลดาวัลย์และวงวังบางคอแหลมในพ.ศ. ๒๔๗๓ ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปยังประเทศกัมพูชา พระเจ้ามณีวงศ์ทรงขอตัวไว้ช่วยสอนดนตรีไทยแก่นักดนตรีในราชสำนักระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อปรับเปลี่ยนระบบราชการ จึงย้ายไปสังกัดกรมศิลปากร จนเกษียณอายุ แล้วจึงสอนประจำวงของตนเอง ที่บ้านบาตร และสอนแก่สถาบันต่างๆเช่น โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนราชินี ศิษย์ที่มีชื่อเสียง เช่น นายรวม พรหมบุรี นายเผือด นักระนาด นายโชติ ดุริยประณีต นายชื้น ดุริยะประณีต นายเอื้อน ดิษฐ์เชย นายสมภพ ขำประเสริฐ นายประสิทธ์ ถาวร นายบุญยงค์ เกตุคง เรืออากาศเอกโองการ กลีบชื่น คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง นางมหาเทพกษัตริย์สมุห นางจันทนา พิจิตรคุรุการ
หลวงประดิษฐ์ไพเราะ มีฝีมือในการบรรเลงเครื่องดนตรีได้ดีทุกชนิด ที่ได้รับยกย่องเป็นพิเศษคือ ระนาดเอก เป็นต้นตำหรับเพลงแบบต่างๆ เช่น เพลงกรอสำเนียงอ่อนหวาน การบรรเลงเดี่ยวระนาดเอก ๒ ราง แตี่งเพลงที่มีลูกนำขึ้นต้น ริเริ่มการบรรเลงรวมวงใหญ่ที่เป็นต้นแบบของมหาดุริยางค์ไทยในปัจจุบัน การนำอังกะลุงและปี่พาทย์มอญมาบรรเลงริเริ่มแต่งเพลงที่มีทางเปลี่ยนของเพลงท่อนต่างๆ และเป็นผู้คิดริเริ่มโน้ตเลข ๙ ตัวเพื่อใช้สอนดนตรีไทย ได้แต่งเพลงไว้เช่น เพลงโอ้ลาว เถา (พ.ศ. ๒๔๕๖) เพลงเขมรพวง ๓ ชั้น (พ.ศ. ๒๔๖๐) เพลงเชิดจีนทางวังบางคอแหลม เพลงพม่าห้าท่อน เถา (พ.ศ. ๒๔๗๓) เพลงแขกขาว เถา (พ.ศ. ๒๔๗๓)
เพลงอะแซหวุ่นกี้ เถา (พ.ศ. ๒๔๗๕) เพลงนกเขาขะแมร์ (พ.ศ. ๒๔๗๖) เพลงลาวเสี่ยงเทียน เถา (พ.ศ. ๒๔๗๖) เพลงแสนคำนึง เถา (พ.ศ. ๒๔๘๓) เพลงไส้พระจันทร์ เถา (พ.ศ. ๒๔๙๐)
จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประทานนามสกุล “ศิลปบรรเลง” แก่หลวงประดิษฐ์ไพเราะ
ครูสำราญ เกิดผล
ครูสำราญ เกิดผล เป็นนักดนตรีโดยสายเลือด เป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด สืบทอดอาชีพทางดนตรีไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าตายาย บิดาของท่านคือ นายหงส์ เกิดผล เป็นนักดนตรีปี่พาทย์ที่ความสามารถรอบตัว ส่วนมารดาคือ นางสังวาลย์ เกิดผล มีอาชีพค้าขายและเป็นแม่เพลงพื้นบ้าน คุณพ่อหงส์นั้นได้รับมรดกเครื่องดนตรีจากคุณปู่วน คุณย่าช้อง มีกิจการคุมวงปี่พาทย์และค้าขายหาเลี้ยงครอบครัวสืบตลอดมา
ครูสำราญเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ปีเถาะ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๗ ณ บ้านเลขที่ ๕๗ หมู่ ๔ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด ๗ คน คือ นางศิริ บุญจำเริญ, นายสวง เกิดผล, นางสมถวิล กลิ่นสุคนธ์, นางแสวง ตันฑะตนัย, ครูสำราญ เกิดผล, นางลออ มีวีรสม และนายจำลอง เกิดผล พี่น้องทุกคนมีความรู้พื้นฐานทางดนตรีไทยจากครอบครัว แต่ที่ถือว่ามีฝีมือโดดเด่นในจำนวนนี้ นอกจากตัวครูสำราญเองแล้ว คือ นายสวง เกิดผล พี่ชายคนที่ ๒ เคยเป็นคนเครื่องหนังประจำวงวังบางคอแหลมของกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ได้เรียนวิชากลองจากพระพาทย์บรรเลงรมย์ (พิมพ์ วาทิน) และนายจำลอง เกิดผล น้องชายคนเล็ก เป็นมือฆ้องวงใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก โดยได้สืบทอดวิชาการบรรเลงฆ้องวงจากครูช่อ สุนทรวาทินจนมีฝีมือดีเป็นที่เลื่องลือ
เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๗๖ ครูสำราญอายุได้ ๖ ขวบ นายหงส์บิดาก็มาด่วนจากไปด้วยโรคอัมพาต เหลือแต่นางสังวาลย์ผู้มารดาต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง ๗ คน ฐานะการเงินขัดสนมาก อาสังเวียน เกิดผล ผู้เป็นน้องชายของบิดาจึงรับตัวครูสำราญไปเลี้ยง
ตระกูลเกิดผลนั้นเป็นตระกูลดนตรีไทยที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างใกล้ชิด มีบ้านเรือนปลูกติดกัน สามารถเดินถึงกันได้ตลอด และทุกวันจะได้ยินเสียงฝึกซ้อมปี่พาทย์อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาดเนื่องด้วยเป็นอาชีพสำคัญของคนในละแวกบ้าน อาสังเวียนซึ่งคุมวงปี่พาทย์ของตระกูลเกิดผลซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า “วงบ้านใหม่” ก็ได้ให้ครูสำราญได้มีโอกาสฝึกหัดปี่พาทย์ไปด้วย
ครูสำราญเริ่มต้นเรียนดนตรีเมื่ออายุประมาณ ๙ ขวบ โดยการแนะนำความรู้เบื้องต้นจากอาจำรัส เกิดผล คนระนาดเอกของวงบ้านใหม่ ซึ่งเป็นน้องชายของบิดาและเป็นพี่ชายของอาสังเวียน อาจำรัสได้สอนให้ครูสำราญบรรเลงฆ้องวงใหญ่จนสามารถเล่นเพลงในชุดโหมโรงเช้า-โหมโรงเย็นได้ เมื่อต้องออกจากโรงเรียน ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ครูสำราญก็ช่วยครอบครัวทำงานปี่พาทย์ ไปบรรเลงในงานทำบุญจำพวกสวดมนต์เย็นฉันเช้าในย่านท้องถิ่นใกล้เคียง จนเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้นและเริ่มสนใจในดนตรีไทยมากขึ้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ครูสำราญอายุได้ ๑๑ ขวบ ได้มีโอกาสติดตามนายผวน บุญจำเริญ พี่เขย (สามีของนางศิริพี่สาวคนโต เป็นนักเป่าปี่ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง) และนายสวง พี่ชาย เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ได้สัมผัสกับบรรยากาศแปลกใหม่ของเมืองหลวงและสภาพทางดนตรีไทยที่เจริญก้าวหน้าในขณะนั้น โดยเฉพาะได้เห็นตัวอย่างของการตีระนาดที่มีความไพเราะงดงามจากฝีมือนักดนตรีในเมืองหลวง ได้ฟังลีลาระนาดของ ครูเผือด นักระนาด ที่วัดเทพศิรินทร์ ได้ฟังน้ำเสียงระนาดของ ครูชื้น ดุริยประณีต และ ครูพริ้ง ดนตรีรส ที่วังบางคอแหลม ซึ่งถือว่าเป็นนักระนาดชั้นนำในขณะนั้น จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะเอาดีในทางระนาดอย่างจริงจัง เมื่อกลับคืนบ้านพระนครศรีอยุธยาก็มุมานะฝึกฝน “ไล่” ระนาดเอกเป็นพิเศษ จนทำให้อาสังเวียนและอาจำรัสรักและเมตตามาก ต่อมาในปีเดียวกันนั้น อาจำรัสก็ถึงแก่กรรมลง อาสังเวียนจึงรับหน้าที่สอนปี่พาทย์ให้แก่ครูสำราญต่อมา
เนื่องด้วยอาสังเวียนต้องการส่งเสริมให้หลานชายประสบความสำเร็จในทางดนตรี ก็ได้พาครูสำราญไปฝากตัวเป็นศิษย์ ครูเพชร จรรย์นาฏย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นครูปี่พาทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อเสียงของครูเพชรนั้นมีปรากฏตั้งแต่อดีตซึ่งเคยเป็นนักดนตรีประจำวังบูรพาภิรมย์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช (สมเด็จวังบูรพาฯ) เคยเป็นคนบรรเลงฆ้องวงใหญ่ให้กับ ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ต่อมาท่านได้ย้ายครอบครัวจากกรุงเทพมหานครมายังพระนครศรีอยุธยาตั้งสำนักดนตรีไทยขึ้น มีลูกศิษย์ที่มีฝีไม้ลายมือดีๆ อยู่หลายคน อาทิ ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ (บุตรชายครูเพชร), ครูบุญยงค์ เกตุคง และ ครูบุญยัง เกตุคง สองพี่น้องศิลปินแห่งชาติที่เริ่มมีชื่อเสียงในเชิงเพลงปี่พาทย์ ครูเพชรได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกศิษย์เหล่านี้จนมีความสามารถสูง อาสังเวียนซึ่งเป็นศิษย์ครูเพชรเช่นกันก็ปรารถนาอยากจะให้ครูสำราญได้เติบโตขึ้นมีความสามารถเช่นนั้นบ้าง จึงให้ครูสำราญไปฝึกวิชาที่บ้านครูเพชรและช่วยรับใช้งานต่างๆ ตามแต่ครูท่านจะเห็นสมควร
การไปอยู่บ้านครูเพชร กลับไม่ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนเท่าที่ควร เพราะเวลาผ่านไปราวสองสามเดือน ครูสำราญซึ่งเป็นเด็กเล็กแต่มีความสนใจดนตรีและปฏิบัติตนเป็นนักเรียนที่ดี ขยันซ้อมเพลงที่ได้เรียนมา กลับถูกใช้ให้ทำงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจนไม่อาจหาโอกาสต่อเพลงกับครูเพชรได้จริงจัง ก็เกิดความคับแค้นใจ แอบเขียนจดหมายเล่าให้อาสังเวียนฟัง ขอให้พาไปเรียนที่อื่น เมื่ออาสังเวียนทราบเรื่องก็พาหลานชายกลับบ้านทันที และเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางไกลของเด็กอายุ ๑๑ ขวบคนนี้อีกครั้ง นั่นคือการมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อหาครูและหาวิชาความรู้ที่เข้มข้นจริงจังใส่ตัว
“คุณอาสังเวียนท่านพาลงเรือจ้างอินทนิลมา ล่องแม่น้ำเจ้าพระยามาจอดที่ฝั่งท่าเตียน แล้วข้ามฟากข้ามฟากไปที่วัดกัลยาณ์ ไปหาเพื่อนรักของคุณอาคือท่านครูเทียบ คงลายทอง คนปี่ที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ตระกูลท่านครูเทียบกับตระกูลเกิดผลรักกันมากตั้งแต่ดั้งเดิม” ครูสำราญย้อนความหลังในการเดินทางเสาะหาวิชาให้ฟัง
ครูเทียบ คงลายทอง ที่กล่าวถึงนั้น เป็นศิษย์ดนตรีของ พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) มีฝีมือความรู้ในทางการเป่าปี่อย่างยิ่ง เคยรับราชการในกรมมหรสพในสมัยรัชกาลที่ ๗ แล้วต่อมาโอนมาสังกัดแผนกดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ได้ถ่ายทอดวิชาเครื่องเป่าให้แก่วิทยาลัยนาฏศิลป์จนวาระสุดท้าย ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ครูเทียบเป็นชาวธนบุรีโดยกำเนิด มีครอบครัวและบ้านเรือนอยู่ที่หลังวัดกัลยาณมิตาวาส แขวงบุปผาราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตระกูลพาทยโกศล ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้ากรมทับและจางวางทั่ว พาทยโกศลตั้งสำนักดนตรีปี่พาทย์อยู่ มีวิชาความรู้ทางดนตรีที่เข้มแข็งที่สุดตระกูลหนึ่งในแวดวงดนตรีไทย และครูเทียบเคยเริ่มต้นจับมือเรียนดนตรีกับครูทองดี ชูสัตย์ ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของจางวางทั่วมาก่อน
“อาสังเวียนมาปรึกษาท่านครูเทียบว่าไม่ทราบว่าจะพาผมไปฝากที่ไหน ครูเทียบก็บอกว่า น่าจะให้พักอยู่ที่นี่แหละ รับเลี้ยงไว้เหมือนเป็นลูกคนหนึ่งเลย แล้วก็ส่งเสริมให้ไปเรียนดนตรีที่บ้านท่านครูจางวางทั่วซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน เพราะว่าพื้นฐานทางด้านดนตรีรู้สึกจะแน่นดี น่าจะได้วิชาเพลงการอะไรต่างๆ มาก ถ้าเอาจริง ระยะที่ผมไปถึงนั้น ท่านครูจางวางทั่วถึงแก่กรรมไปแล้วประมาณสัก ๒-๓ เดือนก่อนหน้า อาก็เลยไปฝากกับ ท่านครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล บุตรชายครูจางวางทั่ว ท่านครูฉัตร ครูช่อ สุนทรวาทิน ศิษย์เอกของท่านครูจางวางทั่วยังอยู่ที่นั่น ผมก็เอาขัน ผ้าเช็ดหน้าขาว ธูป เทียน เงิน ๖ บาท เพื่อมอบตัว ที่จะเป็นศิษย์ แล้วก็เรียนอยู่ที่นั่นประจำอยู่หลายปี”
บ้านพาทยโกศลหรือชื่อเรียกเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “บ้านเครื่อง” นั้น เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ มีเครื่องดนตรีโบราณสำคัญจำนวนมาก ตกทอดมาหลายยุคสมัย มีเครื่องดนตรีที่เจ้านายในราชวงศ์จักรีประทานให้หลายชิ้น เป็นทั้งที่เก็บรักษาเครื่องดนตรีล้ำค่าและเป็นที่เรียนดนตรีไปด้วยในขณะเดียวกัน
นอกจาก ครูเทวาประสิทธิ์ ครูฉัตร ครูช่อ แล้ว ศิษย์จางวางทั่วคนอื่นๆที่ให้ความเมตตาในตัวครูสำราญก็ยังมีอีก เช่น คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ บุตรสาวของครูจางวางทั่ว ครูเอื้อน กรณ์เกษม ครูยรรยงค์ โปร่งน้ำใจ ครูอาจ สุนทร เป็นต้น โดยเฉพาะครูอาจ สุนทรนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางดนตรีสากล เป่าคลาริเนตเก่งมาก และได้จดบันทึกโน้ตสากลเพลงไทยให้กับครูจางวางทั่วเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ครูฉัตรและครูช่อได้ฝากให้ครูสำราญเรียนดนตรีต่อกับครูอาจเนื่องจากต้องเดินทางไกลไปอยู่เชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ อาสังเวียนจึงได้เชิญครูอาจมาสอนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครูสำราญตามกลับมาเล่าเรียนวิชาดนตรีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติต่อจากครูอาจจนมีความแตกฉาน เป็นที่ภาคภูมิใจกับครูอาจมาก จนกระทั่งมอบตำราโน้ตเพลงครูจางวางทั่วซึ่งเป็นสมบัติที่หวงแหนให้ไว้ทั้งหมด
ในช่วงวัยรุ่น ฝีมือระนาดเอกของครูสำราญเป็นที่ชื่นชมในหมู่ผู้ใหญ่และนักฟังเพลงดนตรีไทยทั่วไปว่าตีระนาดได้ดี เมื่ออายุได้ราว ๑๗ ปี ครูอาจได้นำครูสำราญและวงปี่พาทย์บ้านใหม่ไปบรรเลงในงานไหว้ครูประจำปีของบ้านพาทยโกศล เป็นโอกาสที่ครูสำราญได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ “งานไหว้ครูที่บ้านนั้น ตอนเลี้ยงพระฉันเพล ผมได้มีโอกาสเดี่ยวระนาดกราวใน ถวายการบรรเลงกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส หลังจากนั้นแล้ว เวลาอาหารเย็น ท่านก็ให้เด็กเอาไฟฉายมาให้ ไฟฉายเวลานั้นหลอดมันเล็ก แหม…ตอนนั้นผมก็คิด…เราน่าจะได้เงินนะครับ ไฟฉายผมก็เกรงใจที่จะรับ ตอนนั้นตีลิเกได้คืนละสลึง จนครูเทวาฯท่านบอกว่า รู้ไหมว่าไฟฉายอันนี้มีนิมิตรหมายอันดีนะ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านให้เป็นปริศนาธรรม บอกว่าไอ้เด็กคนนี้ต่อไปมันจะเป็นคนนำแสงสว่างทางดนตรีไทยต่อไป”
นอกจากการเรียนดนตรีกับครูอาจแล้ว ด้วยความใฝ่รู้ ครูเทียบยังได้พาครูสำราญไปฝากกับ ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ ที่วัดเชือกหนังในช่วงสงครามโลกจนถึงสิ้นสงคราม ได้วิชาการบรรเลงเพลงทางเดี่ยวระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง และเพลงโบราณที่หายากอีกมากมาย นอกจากนั้นครูพุ่มยังแนะนำหลักการประพันธ์เพลงให้ครูสำราญ จนในภายหลังเกิดผลงานเพลงไทยโดยครูสำราญขึ้นมามากมาย
วงปี่พาทย์บ้านใหม่เมื่อครั้งครูสำราญยังเป็นวัยรุ่น บางครั้งใช้ชื่อว่า “คณะดุริยางคศิลป์” ได้ออกแสดงฝีมือที่สังคีตศาลา กรมศิลปากร และสถานที่อื่นๆ ซึ่งก็ต้องพบกับการปะทะฝีมือกับวงดนตรีปี่พาทย์ทั่วไปเป็นเรื่องธรรมดา นักดนตรีรุ่นใหญ่และรุ่นเดียวกันที่เคยประชันฝีมือกันในอดีตหลายท่านล้วนมีวิชาความรู้ เช่น ครูเผือด นักระนาด ครูแสวง คล้ายทิม ครูปุย ไสยาวุฒิ ครูชื้น ดุริยประณีต ครูประสงค์ พิณพาทย์ ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ครูประเสริฐ สดแสงจันทร์ ครูสุชิน คล้ายมุข เป็นต้น แต่ครูสำราญก็นำพาวงดนตรีของตนให้อยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอดและได้รับความนิยมชมชอบจากนักดนตรีไทยทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการการได้กัลยาณมิตรทางดนตรีอีกหลายท่านที่มาช่วยสนับสนุนในระยะต่อมา เช่น ครูเผือด นักระนาด ผู้ที่ครูสำราญให้ความเคารพนับถือเป็นนักดนตรีในดวงใจ, ครูไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ (บุตรครูเพชร), นายบุญสม อยุธยา หรือ พร ภิรมย์ นักร้องดังในอดีต ซึ่งยังคงมิตรภาพทางดนตรีกันมาจนถึงทุกวันนี้ และเบื้องหลังผลงานที่ทั้งครูสำราญและพร ภิรมย์ร่วมสร้างกันนั้นก็ยังเป็นที่ปรากฏอยู่ เช่น จีนเข้าโบสถ์ เถา กระท่อมทองกวาว เถา บัวตูมบัวบาน เถา ลอยประทีป เถา เป็นต้น เพลงกระท่อมทองกวาว เถานั้นมีที่มาจากเพลงลาวดวงเดือนทางครูเพชร และพร ภิรมย์ได้นำมาดัดแปลงจนเป็นเพลงลูกทุ่งที่คนรู้จักกันทั่วไป ภายหลังครูสำราญจึงได้นำเพลงกระท่อมทองกวาวและบัวตูมบัวบานมาทำเป็นทำนองไทย แต่งเป็นทำนองเพลงเถา คำร้องโดยพร ภิรมย์ เป็นที่ชื่นชอบแก่บรรดาผู้ฟังทั่วไปด้วยแนวคิดริเริ่มที่นำเพลงลูกทุ่งมาเป็นเค้าโครงในการประพันธ์เพลงไทย เพลงกระท่อมทองกวาวเดิมนั้นตั้งใจให้ชื่อว่าสำราญภิรมย์เถาเพื่อเป็นอนุสรณ์ในความเป็นมิตรของครูสำราญและพร ภิรมย์ แต่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นทองกวาวเถา ส่วนลอยประทีปเถาเดิมนำมาจากเพลงรำวงลอยกระทงของสุนทราภรณ์ ต่อมาได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาแก้ไขบทร้องเดิมของพร ภิรมย์ให้ใหม่และโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า “ลอยประทีป”
พ.ศ. ๒๔๙๐ ครูสำราญอุปสมบท ณ วัดบำรุงธรรม ตำบลบ้านใหม่ ได้ทำหน้าที่ของเพศบรรพชิตอย่างสมบูรณ์แบบเป็นเวลา ๑ พรรษา หลังจากนั้นก็ลาสิกขาบทออกมาทำงานดนตรีปี่พาทย์ต่อ โดยเรียนเพิ่มเติมกับ ครูโส (ไม่ทราบนามสกุล) และในปีต่อมาได้มีโอกาสนำวงปี่พาทย์บ้านใหม่ไปบรรเลงในงานฌาปนกิจศพครูเพชร จรรย์นาฏย์ ที่วัดสามวิหาร ในครั้งนั้นครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้เดินทางมาเป็นประธานในการจัดงานและได้ฟังเพลงนางหงส์และเพลงเรื่องฝีมือระนาดเอกของครูสำราญ ด้วยทราบว่าวงปี่พาทย์บ้านใหม่ได้เล่าเรียนวิชาดนตรีมาจากบ้านพาทยโกศล ซึ่งครูสำราญได้ทำหน้าที่แสดงฝีมือความรู้ทางดนตรีเป็นที่น่าพอใจแก่ครูหลวงประดิษฐไพเราะมาก
พ.ศ. ๒๔๙๒ อาสังเวียนได้สู่ขอนางสาวอาบ ดนตรี บุตรสาวของนายชั้นและนางสมบุญ ให้กับครูสำราญ เกิดผล เมื่อแต่งงานกันก็ได้ย้ายบ้านมาอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิงที่หน้าวัดจุฬามณี ตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้เป็นที่อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ครูสำราญและนางอาบมีบุตรธิดารวมกันทั้งสิ้น ๗ คน ได้ช่วยครอบครัวภรรยาทำงานอย่างแข็งขัน และรับงานบรรเลงดนตรีไทยทั่วไป นอกจากนี้ ยังได้ฝึกสอนให้หลานชาย นายวิเชียร เกิดผล บุตรอาสังเวียน ได้เติบโตขึ้นมามีฝีมือทางระนาดเอกสืบต่อจากครูสำราญ และมีผู้สืบทอดวิชาความรู้ที่เป็นทั้งเครือญาติฝ่ายตนเองและฝ่ายภรรยาอีกหลายคน เช่น นายจำลอง เกิดผล นายวัฒนะ เกิดผล นายสมเศียร พุ่มรัตน์ นายสมนึก ดนตรี นายชอบ ดนตรี นายบริบูรณ์ ดนตรี นายสังวาลย์ กรป้องกัน นายกระแสร์ แก้วกำเนิด นายเทียมเทพ บุญจำเริญ เป็นต้น วงปี่พาทย์บ้านใหม่โดยการรวมตัวของเครือญาติที่สัมพันธ์กับครูสำราญ ถือเป็นวงที่มีคุณภาพมากที่สุดวงหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ครูสำราญได้รับความไว้วางใจจากทางราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชน ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านจนถึงเป็นกำนันตำบลบางชะนีในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งท่านก็ได้เสียสละอุทิศแรงกายแรงใจและกำลังทรัพย์พัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าโดยตลอด เป็นที่รักใคร่ของราษฎรในย่านนั้น นอกจากนี้ยังได้ใช้วิชาความรู้ทางแพทย์ช่วยเหลือทุกข์สุขแก่บรรดาคนเจ็บป่วยในท้องที่อีกด้วย ชื่อเสียงและคุณงามความดีของกำนันสำราญ เกิดผล เป็นที่เคารพนับถือยอมรับกันอย่างกว้างขวางในหมู่มหาชน ผู้สำราญปฏิบัติหน้าที่รับใช้สังคมอย่างหนักจนแทบจะเรียกได้ว่าชีวิตดนตรีเป็นเรื่องรองลงมาเลย
แต่แล้วครูสำราญก็ต้องหวนกลับมาทำหน้าที่ผู้รับใช้ศิลปการดนตรีอีกครั้ง วิชาความรู้ทางดนตรีเก่าแก่ในสายครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ที่ครูสำราญเล่าเรียนและรักษาไว้อย่างดีในอดีตนั้น ภายหลังได้ย้อนกลับมาเป็นตัวส่งเสริมให้ชื่อเสียงและบทบาทของครูสำราญโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะผู้อนุรักษ์หนทางเพลงสำนักพาทยโกศลเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ถึง ๒๕๒๔ ได้มีการเตรียมงานรำลึก ๑๐๐ ปีเกิดครูจางวางทั่ว พาทยโกศล และ ๑๐๐ ปีวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตขึ้น คณะผู้ทำงานในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมผลงานของท่านครูจางวางทั่วและงานพระนิพนธ์ในทูนกระหม่อมบริพัตรฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มาติดต่อให้ครูสำราญนำวงปี่พาทย์บ้านใหม่จากอยุธยาเดินทางเข้ามาร่วมงานบันทึกเสียงและตรวจสอบโน้ตเพลงที่ศาลาดุสิดาลัย กรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานไว้ที่ห้องสมุดทูนกระหม่อมบริพัตร หอสมุดแห่งชาติ ครูสำราญได้ทำหน้าที่ที่รับมอบหมายอย่างเข้มแข็ง ทั้งการฝึกซ้อม ตรวจสอบเพลง และการบรรเลงบันทึกเสียง นำความรู้ทางสายครูจางวางทั่วหรือ “ทางฝั่งธน” มาสนองพระยุคลบาทอย่างสมภาคภูมิ
ความสำเร็จของการจัดงาน ๑๐๐ ปีเกิดดุริยกวีทั้งสองท่านนั้น นอกจากจะได้รื้อฟื้นวิชาการดนตรีที่สำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีไทยแล้ว ก็ยังเป็นแรงพลังสำคัญที่ส่งผลให้ครูสำราญ เกิดผล มีความมั่นใจที่จะกลับมามุ่งถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีที่สั่งสมมาคืนกลับให้แก่สังคมเพื่อเป็นสมบัติของชาติสืบต่อไป มิได้คิดเป็นแค่สมบัติเฉพาะของตนหรือของวงบ้านใหม่เพียงแค่นั้น แต่ถือเป็นการให้แบบวิทยาทานที่ส่งผลให้ทางเพลงโบราณได้กระจายออกไปในมุมกว้าง รวมทั้งยังได้ผลิตผลงานเพลงขึ้นมาใหม่ด้วยรากฐานภูมิปัญญาเดิม ทูลเกล้าถวายแด่องค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และใช้เผยแพร่ในวงการดนตรีไทยทั่วไป เช่น ลอยประทีป เถา ไอยราชูงวง เถา ตับชมสวนขวัญ ตับฤาษีเสี่ยงลูก ตับพระสังข์ทองหนีนางพันธุรัตน์ เป็นต้น
ความสำคัญของครูสำราญในฐานะบุคคลากรทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยายิ่งปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อวงปี่พาทย์บ้านใหม่ของครูสำราญได้รับพระราชทานนามใหม่จากองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีว่า “พาทยรัตน์” นับเป็นศิริมงคลสูงสุดแก่ชีวิตครูสำราญและเป็นขวัญกำลังใจแก่บรรดานักดนตรีสามัญชนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณนี้อย่างล้นพ้น
ครูสำราญทุ่มเทพลังกายใจในการปลูกฝังถ่ายทอดความรู้ทางดนตรีไทยให้แก่เยาวชนคนรุ่นหลังอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แม้กระทั่งวัยเลยเกษียณอายุก็ยังมุ่งทำงานดนตรีไทยอยู่โดยตลอด ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ครูได้รับหน้าที่สำคัญในการสอนดนตรีไทยให้แก่เด็กกรมประชาสงเคราะห์ในโครงการพระราชดำริฯ โดยใช้วิธีสอนแบบโบราณ เพื่อสร้างให้เขาเหล่านั้นเติบโตเป็นหน่อเนื้อใหม่ทางดนตรีไทยต่อไป ครูสำราญ เกิดผล ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๘ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม โดยเข้ารับพระราชทานโล่ห์และเข็มเชิดชูเกียรติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในวันศิลปินแห่งชาติ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙
อาจารย์ถาวร ศรีผ่อง เป็นบุตรคนโตของนายสวง และ นางสายหยุด ศรีผ่อง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2508 ที่ อ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นผู้ที่มีประวัติโดดเด่นด้านการทำงานเกียวกับดนตรีไทยในสมัยปัจจุบัน
อาจารย์ถาวร เป็นผู้ที่มีความสามารถและรักทางดนตรีมาตั้งแต่เยาว์วัย เริ่มหัดฆ้องวงใหญ่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพลงสาธุการจากปู่หวั่น สารพจน์ (สายครูเพชร จรรนาฎ) จนกระทั่ง อายุ 11 ขวบ เริ่มหัดระนาดจากคุณพ่อสวง ศรีผ่อง นักระนาดที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งจากสายคุณครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จากนั้นมุ่งศึกษาทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติในแขนงนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จากปราชญ์ทางดนตรีไทยหลายท่านรวมทั้งท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ศิลปินแห่งชาติ สายคุณครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ที่มีความเมตตากรุณาประสิทธิประสาทวิชาการดนตรีไทย นอกจากนี้ยังได้ศึกษาจากอาจารย์ดนตรีอีกหลายท่าน
ขณะที่มุ่งศึกษาศิลปะการเล่นระนาดเอกนั้น ยังได้ศึกษาเครื่องดนตรีไทยเดิมอีกหลากชนิด จนกระทั่งมีความชำนาญ เป็นศิลปินทางดนตรีไทยที่เชี่ยวชาญหาตัวจับได้ยาก และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในฐานะนักดนตรีเดี่ยวที่มีความสามารถอันไม่มีใครเทียบได้ สามารถเล่นเพลงที่มีระดับยากที่สุดได้ เช่นเพลงกราวใน และเพลงทยอยเดี่ยว ความสามารถดังกล่าวนี้ทำให้เขาเล่นเพลงองค์พระพิราพได้ ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงหน้าพาทย์ อันถือเป็นหน้าพากย์สูงสุด นอกจากนั้นเขายังเล่นเพลงประเภทต่าง เช่น เพลงเถา เพลงตับ เพลงหน้าพาทย์ฝั่งพระนครและฝั่งคุณครูจางวางทั่ว พาทยโกศล เพลงเรื่องประเภทต่างๆ เพลงโหมโรง เพลงเกร็ด เพลงภาษา เพลงเดี่ยวด้านปี่พาทย์ เช่น เพลงแขกมอญ พญาโศก กราวใน ทยอยเดี่ยว เชิดนอก เชิดใน ลาวแพน สารถี นกขมิ้น อาหนู อาเฮีย ต่อยรูป มุล่ง จีนเข็มใหญ่ สุดสงวน ทะแย ม้าย่อง การเวก แป๊ะ สุรินทราหู ฯลฯ
จากการมุมานะฝึกปรืองานทางดนตรีไทยมากขึ้น และได้เข้าร่วมแข่งขันประชันด้านดนตรีไทย หลายครั้ง รวมถึงการแสดงสดและการแสดงผ่านทางโทรทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ และผลงานที่เป็นประจักษ์ชัดอีกครั้งหนึ่ง คือ การแสดงในงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี พ.ศ. 2542
นอกจากนี้ พ.ศ. 2538 เป็นการบรรเลงเดี่ยวระนาดเอกพร้อมกันสองรางได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเท็กซัส, ชิคาโก (อิลลินอย), เค้น (โอไฮโอ), พิทสเบร์อก (ฟิลาเดลเฟีย) และในปี พ.ศ. 2542 ได้มีโอกาสบรรเลง ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ผู้ฟังรวมถึงมกุฎราชกุมารและเจ้าหญิงแห่งญี่ปุ่นชื่นชอบความสามารถในการแสดงดนตรีไทย ในคราวนั้นได้บรรเลงเดี่ยวระนาดในบทเพลงลาวแพน อาหนู และทะยอยเดี่ยว ในปี พ.ศ. 2544 เมื่อบรรเลงระนาดเดี่ยว 4 ราง ณ เบนาโรย่า ฮอล ที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และกับความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เป็นที่ปรึกษาและสอนดนตรีไทยให้นักแสดงภาพยนตร์ไทยเรื่อง "โหมโรง" (The Overture)
อาจารย์ถาวร มีผลงานสร้างชื่อเสียงมากมาย ทั้งผลงานการบรรเลงดนตรีไทย การเผยแพร่และการสอนดนตรีไทย ผลงานด้านวิชาการ ผลงานด้านการประพันธ์เพลง ผลงานด้านการเขียนเอกสารตำรา รวมทั้งบทความต่างๆ ด้านดนตรี อาจารย์ถาวรได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัลพระราชทานมากมาย
จึงสมควรบันทึกชื่อของอาจารย์ถาวร ศรีผ่อง ในฐานะนักระนาดผู้ที่มีชื่อเสียง ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อไป ท่านสามารถอ่านประวัติผลงานเพิ่มเติมของอาจารย์ถาวรได้ที่ www.mythaiclassicalmusic.com
ขุนอิน - อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า
อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า ได้สืบทอดวิชาปี่พาทย์มาจากบิดา ครูสุพจน์ โตสง่า จบการศึกษาภาควิชาดุริยางค์ไทย เอกปี่พาทย์ ที่วิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพฯ กรมศิลปากร ในอดีตเป็นข้าราชการครู ระดับ 7 โรงเรียนวัดห้วยจระเข้วิทยาคม จ.นครปฐม และเป็นอาจารย์พิเศษ ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน
แสดงดนตรีครั้งแรกด้วยการเดี่ยวระนาดเอก ออกรายการทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม (ช่อง 9 ปัจจุบัน) ด้วยอายุเพียง 5 ขวบ ในอดีตเป็นนักเรียนทุนของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เคยผ่านประสบการณ์ประชันวงปี่พาทย์มาอย่างโชกโชน เครื่องดนตรีที่สร้างชื่อเสียงคือระนาดเอกและระนาดทุ้ม เคยได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานในการประกวดแต่งเพลงใหม่รายการแสงทิพย์ประลองปี่พาทย์ เคยเป็นสมาชิกวงดนตรีร่วมสมัย วงกังสดาล บอยไทย เทวัญ NOVELJAZZ
ปัจจุบันเป็นหัวหน้าและผู้จัดการวงดนตรีร่วมสมัย Bangkok Acoustic และ Khun-in Of THE Beat และได้เดินทางแสดงดนตรีไทยในระดับนานาชาติหลายประเทศ คือ อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และยังได้รับเกียรติรับเชิญได้เป็นนักดนตรีร่วมวง Asia Beat ซึ่งมีนักดนตรีประเทศต่างๆ เป็นชาวเอเชียทั้งหมด 12 คน และแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศมาเลเซีย
นอกจากนี้ อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ยังมีผลงานประพันธ์ทั้งเพลงไทย และเพลงสากล อาทิเช่น
เพลงไทยเดิม :
1. แผ่นดินทอง เถา (ได้รับรางวัลชนะเลิศจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ)
2. เพลงใกล้รุ่ง เถา (ได้รับอนุญาตจากองคมนตรี มล.อัสนีย์ ปราโมทย์ แต่งให้วงกังสดาล)
3. แผ่นดินธรรม เถา (ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง)
4. โหมโรงเตรียมอุดม (ซึ่งเป็นเพลงประจำโรงเรียนเตรียมอุดม)
5. โหมโรงนครปฐม (ใช้แสดงกับวงมหาดุริยางค์ จ.นครปฐม ในงานวัฒนธรรมแห่งชาติ)
6. ระบำร่อนพลอย (ของจังหวัดจันทบุรี)
7. โหมโรงช่อผกาเพลงไทยสากล :
1. เพลง “ทิพยดุริยางค์” (เพลงประกอบละครช่อง 7)
2. เพลง “สุขใจ”
3. เพลง “ละเมอสาว”
4. เพลง “ศิลปินฝั่งธน”
5. เพลง “อยากร้องลูกทุ่ง”
ในปัจจุบันนี้ อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ เป็นที่รู้จักของประชาชนอย่างกว้างขวาง ในนามของ “ขุนอิน" ซึ่งเป็นบทบาทตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" (The Overture)
ซึ่งแสดงได้ถึงบทบาทจนกระทั่งมีชื่อเข้าชิงดาราสมทบของ Star Award
หลังจากได้กระแสหนังเรื่อง “โหมโรง” แจ้งเกิดมือระนาดฝีมืออย่าง “ขุนอิน” หรือ อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว แถมยังสร้างกระแสให้คนสนใจหันมาเรียนตีระนาดกันเป็นแถว อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หรือ “ขุนอิน” ได้บรรเลงชีวิตลงหนังสือ “ขุนอิน...นักเลงระนาด” แฉเส้นทางชีวิตตัวเอง นอกจากนี้ อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ได้สร้างสรรค์การ์ตูนดนตรีไทยเล่มแรก ขุนอินระนาดเทวดา ตอน กำเนิดขุนอิน (ตอนแรก) โดยเป็นการ์ตูนที่สอดแทรกเทคนิค การตีระนาดลงไปด้วย ซึ่งให้ทั้งสาระและความสนุก
อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หรือ “ขุนอิน” นับว่าเป็นอีกท่านหนึ่งที่มีผลงานสร้างสรรค์ ในฐานะนักระนาดผู้ที่มีชื่อเสียง จึงสมควรบันทึกชื่อของอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเวปไซต์ Nugranad.org แห่งนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อไป ท่านสามารถอ่านประวัติผลงานเพิ่มเติมของอาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ได้ที่ www.khun-in.com