นักระนาด

NUGRANAD

Home
Nugranad Family
Ranad
Play the Ranad
Family Tree
Contact Us
Photos
Links
Update
The Overture
How to Play the Ranad
 
 
วิธีการบรรเลงระนาดเอก 

วิธีตีระนาดเอกนั้นมีมากมายหลายวิธีขึ้นอยู่กับ รสนิยม ฝีมือ และจินตนาการ ของนักระนาดแต่ละคน ในที่นี้จะขอนำเสนอเฉพาะวิธีการบรรเลงระนาดเอกซึ่งเป็นมาตรฐานที่นิยมใช้บรรเลงกันโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการฝึกระนาดตามแบบโบราณด้วย 
 
 
การฝึกหัดตีระนาดเอกแบบโบราณ 

(จากบทความ "เพลงดนตรี" ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ โดย ครูพินิจ ฉายสุวรรณ ผู้เป็นนักระนาดเอกที่มีความรู้ความสามารถมากท่านหนึ่ง)
 
ระนาดเอก เป็นเครื่องดนตรีที่รวมอยู่ในวงปี่พาทย์มีหน้าที่เป็นผู้นำวง มีความสำคัญรับผิดชอบในการเป็นผู้นำในการขึ้นบทเพลงควบคุมการบรรเลงเพลงประเภทต่างๆ ที่มีการขับร้องและไม่มีการขับร้อง ตลอดจนการบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคอนและการแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะการร่ายรำของไทย
 
ด้วยเหตุที่ระนาดเอกมีบทบาทความสำคัญดังกล่าว ผู้ที่ฝึกหัดตีระนาดเอกจะต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจพอสมควรจากครูอาจารย์ การฝึกระนาดเอกนั้น แต่ละอาจารย์อาจจะมีวิธีฝึกหัดไม่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่เป้าหมายที่สำคัญนั้นทุกคนก็ต่างต้องการให้ลูกศิษย์ที่หัดนั้นเป็นผู้ที่มีฝีมือชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น

โดยเฉพาะการฝึกหัดระนาดเอกที่ได้นำมาลงในหนังสือเพลงดนตรีนี้ ผู้เขียนได้จดจำขั้นตอนในการฝึกหัดระนาดที่ได้เรียนมาด้วยตัวเองจากครูระนาดหลายท่าน แนวการฝึกหัดระนาดที่ตรงกันก็มีเช่น ครูหลา ทรัพย์มุกข์ บ้านท่านอยู่ตำบลพิดเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครูยอด พูลสมบัติ บ้านท่านอยู่ตำบลบ้านใหม่วัวนม อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ครูทวน, ครูเจ๊ก อ่อนละมุล บ้านท่านอยู่ตำบลบ้าน แห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ครูทั้งสี่ท่านที่ได้กล่าวนามมานี้ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปหมดแล้ว

หลักการฝึกหัดระนาดเอกขั้นตอนที่ ๑ ของบรรดาครูทั้งสี่ท่านนั้นจะต้องเริ่มเรียนให้เป็นไปตามขั้นตอนพื้นฐานการเรียนปี่พาทย์ (ฝึกหัดปี่พาทย์) ที่ครูโบราณได้กำหนดเอาไว้โดยเริ่มต้นฝึกหัดจาก ฆ้องวงใหญ่ "เพลงสาธุการ" ซึ่งเป็นเพลงอันดับแรกในชุดโหมโรงเย็น ครูบางท่านเรียกเพลงชุดนี้ว่า "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" และบางท่านเรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า "ชุดเพลงหากิน" การที่ตั้งขื่อว่าชุดหากินนั้นก็เพราะว่า การฝึกหัดปี่พาทย์ในสมัยนั้นผู้ที่ฝึกหัดต้องการยึดเป็นอาชีพมิได้ฝึกหัดหรือเรียนเอาไว้ประดับความรู้ เพลงชุดสวดมนต์เย็นฉันเช้านี้มีชุดเพลงรวมอยู่ด้วยกันทั้งหมดดังนี้
 
๑. ชุดเพลงโหมโรงเย็น
๒. ชุดเพลงโหมโรงเช้า
๓. ชุดเพลงช้าเพลงเร็ว
๔. ชุดเพลงเรื่องลงสรง
๕. ชุดเพลงฉิ่งพระฉัน
๖. ชุดเพลงวา
๗. ชุดเพลงนางหงส์
 
เพลงชุดดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนกับเพลงแม่บทที่มีความสำคัญยิ่งในการฝึกหัดปี่พาทย์ และจะเป็นแนวทางแก่ผู้ฝึกหัดให้มุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จในการตีระนาดเอกต่อไป

อีกประการหนึ่งในการเรียนปี่พาทย์นั้น ผู้เรียนที่จะขอเรียนแต่เฉพาะระนาดเอกโดยตรงไม่เริ่มเรียนจากฆ้องวงใหญ่นั้น ครูโบราณจะไม่สอนให้เด็ดขาดเพราะเหตุว่ามันผิดขั้นตอนของการเรียนปี่พาทย์

เมื่อผู้เรียนได้เรียนจบหลักสูตรเพลงชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" สามารถออกบรรเลงงานได้โดยบรรเลงเพลงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด และตีฆ้องวงใหญ่ออกงานมาเป็นเวลานานพอสมควรจนครูแน่ใจว่าเป็นผู้ที่มีความทรงจำดีสามารถเป็นหลักให้แก่วงได้ ครูจึงจะเลื่อนให้มาฝึกหัดตี ฆ้องวงเล็ก
 
ฆ้องวงเล็กมีแนวทางตีได้ ๒ อย่างคือ หนึ่งตีแบบฆ้องวงใหญ่ สองตีทางฆ้องวงเล็ก การตีแบบฆ้องวงใหญ่คงไม่มีปัญหาสำหรับผู้ฝึกหัดเพราะเหตุว่ามีรูปลักษณะคล้ายกัน ผิดกันแต่เพียงว่าฆ้องวงเล็กนั้นลูกฆ้องมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนมากกว่าฆ้องวงใหญ่ ๒ ลูก

การที่ครูให้เลื่อนจากการตีฆ้องวงใหญ่มาฝึกตีฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะในทางปฏิบัติของฆ้องเล็กต้องปฏิบัติโดยการ "ตีสับ ตีซอย ตีเก็บ" เป็นหลัก โดยฝึกให้ตีเคาะ (พอดี) ทำนองเพลงทุกเพลงจะต้องมีการตี คู่สี่ คู่แปด บ้างก็จะเป็นเพลงทำนองบังคับทั้งนั้นประการสำคัญก็เพื่อให้ศิษย์นั้นได้ศึกษาเรียนรู้ในการใช้ ทาง (กลอนดนตรี) โดยให้ฟังจากระนาดเอกเป็นแนวทาง เพราะกลอนระนาดเอกกับกลอนฆ้องเล็กนั้นคล้ายคลึงกัน ผิดกันตรงระนาดเอกตีพร้อมกันทั้งสองมือเป็นพื้นฐานหลักเท่านั้น ประโยชน์ที่ผู้เรียนพึงจะได้รับจากการที่ได้ฝึกหัดทั้งฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กนั้นทำให้ผู้เรียนได้มีพื้นฐานในทางดนตรีเพิ่มพูนมากขึ้น

ต่อมาเมื่อครูพิจารณาเห็นได้ชัดว่า ได้ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็กจนมีความเข้าใจในการใช้มือได้ถูกต้อง และดำเนินกลอนดนตรีได้ดีพอสมควรแล้ว ครูจะเปลี่ยนให้ตี ระนาดเอกเหล็ก เหตุที่ครูให้ไปตีระนาดเอกเหล็กนั้นก็เพื่อให้ผู้ฝึกหัดได้เรียนรู้แนวทางเทคนิค และวิธีบรรเลงบทเพลงประเภทต่างๆของระนาดเอกเพราะว่า ระนาดเอกเหล็กกับระนาดเอกไม้นั้นมีลักษณะแนวทางในการบรรเลงเหมือนกัน แต่ความสำคัญในหน้าที่นั้นผิดกันกล่าวคือ ระนาดเอกมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำขึ้นบทเพลง ควบคุมการบรรเลงให้อยู่ในความเรียบร้อยไม่ผิดพลาด เพลงทุกๆเพลงที่บรรเลง และเมื่อเครื่องดนตรีชิ้นใดเกิดผิดพลาดทำให้ผู้อื่นไขว้เขวในบางวรรคบางตอนของเพลง ผู้บรรเลงระนาดเอกต้องสามารถจะตีนำหรือที่ภาษาดนตรีเรียกว่า "ตีดึง ตีชัก" ให้กลับมาถูกต้องได้ ดังนั้นการที่ครูให้ฝึกตีระนาดเอกเหล็กต่อจากฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะต้องการให้ศึกษาเรียนรู้ถึงเทคนิควิธีการต่างๆ ของระนาดเอกนั่นเอง
 
การศึกษาแนวทางในการตีระนาดเอกนั้นผู้ที่ตีระนาดให้ผู้เรียนได้ศึกษาเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นคือครูของเรานั่นเอง นอกจากแสดงวิธีการบรรเลงให้ดูแล้วครูยังแนะนำให้หมั่นไปฟังการบรรเลงระนาดเอกของวงปี่พาทย์อื่นๆ ด้วย

การเรียนระนาดเอกในระยะเบื้องต้นนี้ครูจะให้ศิษย์ได้ศึกษาเพลงชุด"โหมโรงเย็น" โดยเริ่มตั้งแต่เพลงอันดับหนึ่ง คือเพลง "สาธุการ" เป็นต้นไป ให้จดจำวิธีการขึ้นลงของบทเพลงในชุดโหมโรง ตลอดจนการใช้กลอนระนาดเอกที่ครูตีให้ดู โดยแปลจากทำนองฆ้องโดยศิษย์ตีระนาดเอกเหล็กตีควบคู่ไปกับครูด้วย ส่วนกลอนระนาดเอกแต่ละวรรคแต่ละประโยคเพลงนั้น ศิษย์ต้องจดจำจากครูไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อจำได้มากขึ้นก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้กลอนระนาดเอกมากขึ้น
 
การจดจำกลอนดนตรีหรือทางเพลงจากครูนั้น ผู้เรียนคงไม่สามารถจดจำได้จนหมดเท่าที่ครูตี เพราะเหตุที่ครูตีแต่ละครั้งบางวรรคบางประโยคของทำนองเพลง ครูจะเปลี่ยนวิธีบรรเลงไปด้วยในแต่ละครั้งโดยจะไม่ให้ซ้ำกัน เพื่อเป็นการสอนศิษย์ไปในตัวให้เกิดความเข้าใจทำนองเพลงแต่ละวรรคแต่ละประโยคนั้นๆ สามารถนำ กลอน (ทาง) ของเพลงอื่นมาใช้แทนกันได้ ศิษย์จะสามารถจดจำไว้ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรและสติปัญญาของศิษย์ อีกประการหนึ่งหลังจากที่ครูได้สอนนำในทาง ตีเก็บ ตีกลอน แล้ว บางวรรคบางตอนของทำนองเพลงครูอาจจะตี สะบัด ขยี้ ให้ศิษย์ได้ศึกษาและจดจำอีกด้วย เช่นทำนองเพลงดำเนินไปในลักษณะเรียบครูก็อาจจะ ตีขยี้ (ยืดไปอีกเท่าตัว) หรือเร็วไปอีกเท่าตัว หรือครูอาจจะตีขยี้บ้างสะบัดบ้างควบคู่กันไปให้ศิษย์ได้ศึกษา

นอกจากครูจะสอนในเรื่องของการตีกลอน (ทาง) แล้ว ครูยังสอนให้ศิษย์มีปฎิภาณไหวพริบในการบรรเลงด้วย จะเป็นการสอนโดยการตีให้ดูหรือด้วยการอธิบายให้ศิษย์ฟังก็ตาม หากสามารถจดจำตามที่ครูสอนได้หมดก็นับว่าศิษย์คนนั้นมีพรสวรรค์สูงอยู่ในตัว หากศิษย์คนใดไม่สามารถจดจำได้หรือจดจำได้บ้างเล็กน้อยก็เท่ากับมีพรสวรรค์น้อยหรือขาดพรสวรรค์ พูดง่ายๆ ก็คือ ปัญญาดี ปัญญาไม่ดี หรือ ความจำดี ความจำไม่ดี

เรื่องของ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ นั้น ถึงแม้ศิษย์ทุกคนจะเริ่มเรียนพร้อมกันและเรียนจากครูคนเดียวกัน ได้รับการถ่ายทอด (ต่อ) ทำนองเพลงเท่าๆ กันก็ตาม แต่สติปัญญาความรอบรู้ความสามารถแต่ละคนอาจจะไม่เท่าเทียมกันมีความลดหลั่นกันไปตามภูมิปัญญาของศิษย์แต่ละคน

เมื่อได้ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็กโดยศึกษาเป็นผู้นำขึ้นลงของบทเพลงเป็นเวลานานพอสมควร (ประมาณ ๒ - ๓ ปี) ประกอบกับครูพิจารณาเห็นว่าพอจะมีสติปัญญาไหวพริบ ความฉลาดมีความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ ของงานที่จะต้องไปบรรเลงและเรียนรู้เพลงในชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" เป็นอย่างดีแล้ว ครูจึงเลื่อนให้ขึ้นไปตีระนาดเอกรับผิดชอบในการควบคุมการบรรเลงของวงต่อไป

สรุปทบทวนการฝึกหัดที่จะเป็นคนระนาดเอกดังได้กล่าวมาแล้วโดยรวม ๔ ขั้นตอนได้แก่
๑. ฝึกหัดตีฆ้องวงใหญ่
๒. ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็ก
๓. ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็ก
๔. ฝึกหัดตีระนาดเอกไม้
 
 
การฝึกหัดตีระนาดเอกขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน 

การฝึกหัดตีระนาดเอกในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากวิธีการฝึกในสมัยโบราณมากนัก อาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละสำนักดนตรี แต่โดยรวมแล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ จะมีระเบียบขั้นตอนวิธีการฝึกที่เป็นแบบแผนทางวิชาการสมัยใหม่มากขึ้น เพื่อสื่อความหมายให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงขั้นตอนการฝึกตีระนาดเอกอย่างชัดเจน ขั้นตอนและวิธีการฝึกตีระนาดเอกในปัจจุบันมีสาระสำคัญดังนี้

การนั่ง
 
การตีระนาดให้ไพเราะน่าฟังนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ ประการแรกที่ผู้ฝึกควรเรียนรู้ก่อนคือ "ท่านั่ง" และ "วิธีการจับไม้ระนาด" ซึ่งจะมีผลต่อการบรรเลงระนาดเอกให้ไพเราะประทับใจผู้ฟังมากทีเดียว
 
ผู้ฝึกตีระนาดเอกสามารถนั่งตีระนาดได้สองวิธีคือ "การนั่งพับเพียบ" และ "การนั่งขัดสมาธิ" เวลาต่อเพลงกับครู ผู้เรียนควรจะต้องนั่งพับเพียบเพื่อเป็นการแสดงความเคารพที่มีต่อครู ส่วนเวลาฝึกซ้อมเพลงหรือบรรเลงให้ผู้ชมฟัง ควรนั่งขัดสมาธิเพื่อให้เกิดความสะดวกในการบรรเลง เนื่องจากการนั่งขัดสมาธิทำให้การทรงตัวของผู้บรรเลงมีความมั่นคง และเคลื่อนไหวช่วงแขนได้ถนัดมากขึ้น ช่วยให้การบรรเลงเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วิธีการนั่งขัดสมาธิในการตีระนาดเอกคือการนั่งให้ อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตั้ง ตัวตรง และควรนั่งอยู่ตรงกึ่งกลางของรางระนาดโดยนั่งให้ตรงกับฐานหรือเท้าของระนาด ลักษณะการนั่ง ให้ใช้ปลายเท้าซ้ายสอดไว้ใต้เท้าขวาส่วนปลายเท้าขวายื่นเข้าไปใต้รางระนาดเอก และสามารถเปลี่ยนสลับเท้าในลักษณะเดียวกันได้
 
ประโยชน์ของการนั่งขัดสมาธิ
๑. เป็นท่านั่งที่สบาย เพราะเป็นท่านั่งที่เป็นธรรมชาติ
๒. การนั่งขัดสมาธิทำให้ฐานการทรงตัวแน่นส่งเสริมพลังในการตีระนาด
๓. เมื่อเกิดปัญหาในการบรรเลงเช่น รางระนาดเคลื่อนหรือผืนกระเพื่อม ผู้ตีระนาดเอกสามารถใช้ปลายเท้าที่อยู่ใต้รางระนาดปรับรางให้นิ่ง เพราะขณะนั้นจะไม่สามารถใช้มือปรับรางระนาดในขณะที่กำลังบรรเลงได้

วิธีจับไม้ระนาดเอก
 
การจับไม้ระนาดเอกที่ถูกวิธีมีส่วนช่วยทำให้การบรรเลงมีคุณภาพและเกิดความไพเราะ หลักการจับไม้ระนาดเอกที่ถูกต้องคือนิ้วทุกนิ้วจะต้องจับไม้ระนาดให้แน่นโดยมี ความยาวประมาณ ๑ ในสามของก้านไม้ เมื่อเริ่มจับให้หงายฝ่ามือขึ้นให้ก้านไม้ระนาดวางพาดกระชับกับร่องกลางตรงข้อมือและเลยเข้าไปใต้แขนเล็กน้อย นิ้วชี้เหยียดหงายรองรับก้านไม้ระนาดไว้ นิ้วหัวแม่มือบีบกระชับด้านข้างของก้านไม้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และ นิ้วก้อยรวบจับก้านไม้ระนาดไว้ให้แน่น
 
เมื่อจับก้านไม้ระนาดแน่นแล้ว ให้พลิกฝ่ามือและแขนคว่ำลงโดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ โดยให้ก้านไม้ระนาดยังคงอยู่ระหว่างตรงกลางร่องมือพอดี ข้อศอกและไหล่แนบกับลำตัวโดยให้แนวไม้ระนาดกับแขนของผู้บรรเลงเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน
 
การจับไม้ระนาดเอกแบ่งออกเป็น ๓ แบบคือ

๑) การจับแบบ "ปากกา" คือการจับโดยให้ก้านไม้ระนาดแนบอยู่กลางร่องมือ ใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง และ นิ้วก้อย รวบกำก้านไม้ระนาดให้นิ้วเรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือวางแนบขนานไปกับก้านไม้และปลายนิ้วชี้แตะอยู่บนก้านไม้ระนาดทำมุมประมาณ ๔๕ องศา ประโยชน์ของการจับไม้ระนาดแบบปากกา ทำให้มีความคล่องตัวใช้กับการบรรเลงประเภทเพลงลูกล้อลูกขัด เพลงประเภทสองไม้ หรือลูกรัวในการบรรเลงเพลงเดี่ยว อีกทั้งมีความเหมาะสมสำหรับการฝึกหัดเบื้องต้นในลักษณะการตีฉากเพื่อฝึกหัดให้เสียงระนาดชัดเจนและดังสม่ำเสมอกัน
 
๒) การจับแบบ "ปากไก่" ลักษณะคล้ายการจับแบบปากกาแต่แตกต่างที่ตรงนิ้วชี้คือ การจับไม้แบบปากไก่นิ้วชี้จะตกลงจากด้านบนของก้านไม้ระนาดโดยอยู่ด้านตรงข้ามกับนิ้วหัวแม่มือ ก้านไม้ตีติดอยู่ด้านข้างตำแหน่งประมาณ กกเล็บหรือโคนเล็บ
ประโยชน์ของการจับไม้แบบปากไก่ทำให้เกิดเสียงที่มีความสง่างามมีความภูมิฐานและนุ่มนวล การจับไม้แบบปากไก่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการบรรเลงเพลงพิธี
 
๓) การจับแบบ "ปากนกแก้ว" ลักษณะคล้ายการจับแบบปากไก่แต่การจับแบบ ปากนกแก้วจะต้องให้ก้านไม้ระนาดติดอยู่ด้านข้างนิ้วชี้บริเวณเส้นข้อข้างบนของนิ้ว
ประโยชน์ของการจับไม้แบบปากนกแก้วทำให้เสียงในการบรรเลงมีพลังอำ นาจกล่าวคือเสียงของระนาดเอกจะโตและลึก การจับแบบปากนกแก้วมีข้อเสียบาง ประการตรงที่ว่าเมื่อบรรเลงแล้วเสียงของระนาดจะไม่มีความไพเราะและกลมกล่อม เท่าที่ควร
 
เมื่อทราบถึงวิธีการจับไม้ระนาดแล้วแขนและข้อศอกควรปล่อยตามธรรมชาติ โดยยังเป็นเส้นตรงแนวเดียวกันกับก้านไม้ระนาดไม่ควรหนีบแขนและข้อศอกให้สนิท แนบลำตัวจนเกิดความเกร็งมากเกินไปเพราะกำลังจะหมดไปกับการหนีบแขนโดยไม่ ได้นำไปใช้ในการตีระนาด
 
วิธีตีระนาดเอก
 
ลักษณะการตี
๑. ต้องตีตรงกลางของลูกระนาดเอกแต่ละลูก
๒. วิธีตีใช้กล้ามเนื้อบังคับ ดังนี้
(ก) ใช้กล้ามเนื้อแขนเป็นหลักและใช้กล้ามเนื้อที่บังคับการเคลื่อน ไหวข้อมือร่วมด้วย เรียกว่า ครึ่งข้อครึ่งแขน (เกร็งแขนปล่อยข้อ)
(ข) ในการตีด้วยความเร็วจะใช้ส่วนของกล้ามเนื้อตรึงหัวไหล่ไว้ เป็นหลักเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนสามารถการตีได้คล่องตัว ตีโดยการจับไม้ให้แน่น
๓. ยกไม้ตีสูงประมาณ ๖ นิ้วฟุต จากผืนระนาดเอก
 
วิธีตีระนาดเอก มีหลายวิธีดังต่อไปนี้
 
การตีเก็บ
วิธีตีระนาดเอกขั้นพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่งเรียกว่า "การตีเก็บ" เป็นวิธีตีซึ่งใช้อยู่เสมอในการบรรเลงระนาดเอก การตีเก็บคือการตีไม้ระนาดในมือทั้งสองข้างลงไปกระทบลูกระนาด ๒ ลูกพร้อมกัน โดยตีลงบนลูกระนาดซึ่งมีเสียงตัวโน้ตเดียวกันแต่อยู่ห่างกันคน ละระดับเสียงเช่นเสียง ซอล (ต่ำ) กับเสียง ซอล (สูง) และเนื่องจากตำแหน่งของคู่เสียงดังกล่าวอยู่ห่างกันแปดลูกจึงเรียกวิธีตีแบบนี้ว่า "ตีคู่แปด
 

 

การที่จะตีเก็บคู่แปดให้ได้เสียงระนาดเอกที่ไพเราะน่าฟังนั้นมีพื้นฐานสำคัญมาจากการฝึกตีระนาดที่เรียกกันว่า "ตีฉาก" คือการกำหนดรู้การใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนเพื่อให้ได้เสียงระนาดที่ดังเท่ากันทั้งสองมือ ผู้ที่เรียนระนาดเอกทุกคนจะต้องฝึกการตีฉากเพื่อปรับน้ำหนักมือทั้งสองข้างให้เสมอกันเสียงระนาดเอกจึงจะคมชัดเจน

ลักษณะการตีฉากคือ มือทั้งสองข้างจับไม้ระนาดเอกในลักษณะการจับแบบปากกา ระยะห่างจากหัวไม้ประมาณ ๘ นิ้ว โดยใช้นิ้วกลาง, นิ้วนาง และ นิ้วก้อย จับก้านไม้ระนาดให้แน่น แขนและไม้ตีอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน วางหัวไม้ระนาดเอกไว้ตรงกลางของลูกระนาด จากนั้นยกไม้ตีระนาดขึ้นช้าๆให้สูงจากผืนระนาดประมาณ 1 ฟุต แล้วตีหรือทุบลงบนลูกระนาดอย่างรวดเร็ว โดยการเกร็งกล้ามเนื้อแขนและข้อมือให้ไม้ตีและท่อนแขนอยู่ในแนวเดียวกัน หัวไม้ตีจะต้องสัมผัสลูกระนาดเต็มหน้าไม้และตั้งฉากกับผิวหน้าของลูกระนาด การตีฉากแต่ละครั้ง น้ำหนักของทั้งสองมือที่ตีลงไปต้องเท่ากัน เพื่อให้เสียงที่เกิดจากการตีมีคุณภาพ เสียงต้องโปร่งใส เวลาตีต้องใช้กำลังประคองไม้ระนาดในการยกขึ้นให้สูงเท่ากัน และใช้น้ำหนักมือในการตีโดยให้หัวไม้ระนาดทั้งสองสัมผัสกับผิวลูกระนาดพร้อมกัน และรีบยกหัวไม้ระนาดขึ้นระดับสูงสุดทันทีโดยใช้ข้อศอกเป็นจุดหมุน ซึ่งจะทำให้ข้อมือและแขนไม่มีการขยับหรืองอและยังคงเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน 
 
การตีสงมือหรือการตีสิม
คือการตีเก็บสองมือพร้อมกันโดยยกไม้ระนาดให้มีความสูง ๑ ใน ๔ ของการตีฉาก ให้เสียงลงเท่ากัน แล้วรีบยกมือขึ้นโดยเร็ว และต้องรู้จักการประคองน้ำหนักให้เหมาะสมการตีลักษณะนี้เหมาะกับการตีระนาดเอกมโหรี ซึ่งเป็นการประดิษฐ์เสียงระนาดให้มีความคมชัดไพเราะ ผู้ที่จะทำเสียงนี้ได้ต้องผ่านการฝึกการตีฉากมาแล้ว

การตีครึ่งข้อครึ่งแขน
คือการตีโดยใช้กล้ามเนื้อแขนสลับกับกล้ามเนื้อข้อมือโดยการผ่อนแขนและข้อมือให้มีการเกร็งน้อยลง (เกร็งไหล่ ผ่อนแขน) ทำให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล และยังเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์เสียงระนาดเอกแบบต่างๆอีกมากมาย

การตีสับ
คือการตีระนาดโดยการสลับมือตามแบบวิธีตีฆ้อง

การตีกรอ
การตีกรอเป็นวิธีตีระนาดเพื่อให้ได้พยางค์เสียงยาว ตามปกติเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเช่น ระนาดเอกนั้น มีพยางค์เสียงสั้นเพราะเสียงที่ตีเกิดจากการกระทบกันของไม้ระนาดและลูกระนาดเป็นครั้งๆไป เมื่อจะบรรเลงเพลงที่ต้องการพยางค์เสียงยาวจึงต้องใช้วิธีตีกรอ คือการตีลูกระนาด ๒ ลูกสลับมือกันเร็วๆ ด้วยน้ำหนักมือทั้งสองข้างที่เท่ากันโดยให้มือซ้าย (เสียงต่ำ) ลงก่อนมือขวา แต่ทั้งสองมือไม่ได้ตีอยู่ที่เดียวกัน มักจะตีเป็นคู่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, หรือ ๘ เป็นต้น วิธีฝึกควรเริ่มต้นจากการ กรอหยาบ ก่อน คือการตีมือซ้ายสลับมือขวาช้าๆ (ลงมือ ซ้ายก่อน) แล้วค่อยๆเร่งความเร็วชึ้นจนสุดกำลังโดยรักษาความชัดเจนและน้ำหนักมือให้เท่ากัน ส่วนในการบรรเลงจริงจะใช้การกรอที่ละเอียดที่สุดทันทีไม่ต้องเริ่มจากการกรอหยาบก่อน
 
 
การตีเก็บ
คือการตีระนาดที่เพิ่มเสียงสอดแทรกให้มีทำนองถี่ขึ้นมากกว่าเนื้อเพลงธรรมดา ซึ่งถ้าเขียนเป็นโน้ตสากลตัวเขบ็ต ๒ ชั้นในจังหวะ ๒/๔ ก็จะเป็นจังหวะละ ๔ ตัว ห้องละ ๘ ตัว การบรรเลงทางเก็บในเพลงที่เป็น ทางเดี่ยว จะมีความพลิกแพลงโลดโผนกว่าการตีเก็บแบบธรรมดาแต่ก็เรียกว่า "ทางเก็บ" เช่นเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ทางพัน"

การตีทดมือ, ทดเสียง
คือการบรรเลงแบบเสี้ยวมือ เมื่อต้องการให้ได้เสียงสูงขึ้น

การตีเสี้ยวมือ
คือการตีระนาดโดยใช้มือหนึ่งตียืนอยู่กับที่ ในขณะที่อีกมือหนึ่งตีดำเนินทำนองไปตามลูกระนาดอื่นๆ ทำให้เกิดเสียงประสานที่ไพเราะน่าฟัง
 
 
การตีสะเดาะ
คือการตีสะบัดยืนเสียงคู่แปด ๓ พยางค์ห่างเท่าๆกันด้วยความเร็ว โดยยืนเพียงเสียงเดียว มีพื้นฐานมาจากการตีฉากแล้วเพิ่มความถี่ให้ละเอียดขึ้น ในการบรรเลงจริงใช้การตีในความถี่สูงสุดเท่าที่จะทำได้
 
การตีสะบัด
คือการตีคู่แปด ๓ พยางค์ห่างเท่ากันด้วยความเร็ว โดยให้เสียงเคลื่อนที่เป็นคู่เสียงต่างๆ เช่น สะบัด ๒ ลูกระนาด สะบัด ๓ ลูกระนาด สะบัดข้ามลูกระนาด มีวิธีการฝึกคล้ายการตีสะเดาะ
 
การสะบัดสามารถแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้
๑. สะบัดที่ลูกระนาดลูกเดียวให้เป็น ๓ พยางค์ บางครั้งเรียกว่าการสะเดาะ
๒. สะบัดที่ลูกระนาดสองลูกให้เป็น ๓ พยางค์ (ลูกใดลูกหนึ่งจะตี ๒ พยางค์)
๓. สะบัดที่ลูกระนาดสามลูกๆละพยางค์

การสะบัดยังสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นได้แก่
๑. สะบัดร่อนผิวน้ำ สะบัดโดยดึงมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขน
๒. สะบัดร่อนน้ำลึก เสียงจะลึกและแน่นกว่า การสะบัดร่อนผิวน้ำ
๓. สะบัดร่อนริดไม้ สะบัดโดยดึงข้อมือขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้กล้ามเนื้อทั้งแขน เสียงจะเบาร่อน
๔. สะบัดตัดคอ สะบัดโดยการใช้การตีแบบเสียงโตน้ำลึก โอกาสใช้น้อย มักจะใช้ตอนขึ้นเพลงเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม แสดงพลังอำนาจ
 
การตีกระพือ
คือการตีเน้นคู่แปดให้เสียงดังเจิดจ้ากว่าปกติอย่างเป็นระเบียบ หรือเป็นการเร่งจังหวะขึ้น

การตีกลอน
คือการบรรเลงทำนองในลักษณะต่างๆอย่างมีความสัมพันธ์และสัมผัสกันโดยแปลจากทำนองฆ้องซึ่งเป็นทำนองหลักของเพลง

ลักษณะและข้อสังเกตของกลอนระนาดเอก
๑. กลอนระนาดต้องมีความสัมพันธ์กัน ระหว่างวรรคแรกและวรรคหลัง จะต้องเป็นกลอนลักษณะเดียวกัน (๑ วรรค มีความยาวเท่ากับ ๔ ห้องโน้ตไทย)
๒. ในแต่ละกลอนสามารถแปรผันได้หลายรูปแบบ บางเพลงที่ทางฆ้องเอื้ออำนวย ก็จะสามารถแปลทางระนาดในลักษณะเดียวกันได้ตลอดทั้งเพลง เช่น การใช้กลอนไต่ลวด
๓. ในบางกรณีที่ทางฆ้องไม่เอื้ออำนวย วรรคแรกและวรรคหลังอาจใช้กลอนที่ไม่เหมือนกันก็ได้
๔. ควรศึกษาว่ากลอนประเภทใดเหมาะกับเพลงประเภทใด รวมถึงแนวความช้าเร็วในการบรรเลง
 
การตีรัว
คือการตีสลับมืออยู่ที่ลูกระนาดลูกเดียวกันโดยใช้มือซ้ายลงก่อนมือขวาให้มี ความละเอียดซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บรรเลง มีรูปแบบต่างๆ เช่น
๑. รัวลูกเดียว
๒. รัวเป็นคู่ต่างๆ
๓. รัวขึ้น-รัวลง
๔. รัวคาบลูกคาบดอก คือการตีรัวเป็นทำนองเป็นวรรคตอนหรือประโยค ต่อด้วยการตีเก็บทำนองเป็นวรรคตอน ประโยค ตามทำนองเพลง มิใช่ตีเป็นทำนองเพลงที่ซ้ำกันกับการตีรัว ทั้งนี้ยกเว้นกรณีที่เป็นทำนองซ้ำกัน
๕. รัวเป็นทำนอง (รัวพื้น) คือการดำเนินทำนองด้วยวิธีการรัวโดยตลอดทั้งท่อน
๖. รัวกรอด คือการตีรัวโดยการบังคับเสียงช่วงท้ายให้สั้นลงโดยวิธีการกดหัวไม้ตี
๗. รัวกรุบ คือการตีรัวโดยการกดหัวไม้ บังคับให้เสียงสั้นลงอย่างฉับพลันในช่วงเริ่มต้น
๘. รัวดุ คือการตีรัวเน้นกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่พร้อมทั้งเกร็งข้อมือ ใช้นิ้วชี้กดหัวไม้เพื่อให้เสียงมีน้ำหนัก ดังหนักแน่น
๙. รัวเสียงโต คือการตีรัวด้วยการบังคับกล้ามเนื้อเหมือนการรัวดุ แต่บังคับให้เสียงโปร่งกว่าโดยไม่กดหัวไม้ ไม่กดนิ้วชี้ เรียกอีกชื่อว่ารัวเปิดหัวไม้
๑๐. รัวฉีกอก คือการตีรัวแล้วแยกมือจากกันไปหาเสียงต่างๆที่ต้องการ
๑๑. รัวก้าวก่าย คือการตีรัวดำเนินทำนองด้วยวิธีพิเศษในลักษณะการตีสลับมือเป็นเสียงเป็นทำนองต่างๆ
๑๒. รัวไขว้มือ คือมือซ้ายตีอยู่เสียงหนึ่ง มือขวาจะไขว้ข้ามมือซ้ายตีรัวเป็นคู่เสียงต่างๆ ตีไขว้เป็นคู่เสียงอยู่กับที่ หรือตีไขว้เป็นคู่เสียงเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลงตามทำนองเพลง
๑๓. รัวกระพือ คือการตีรัวแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ
๑๔. รัวปริบ คือการตีรัว แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย

การตีขยี้
คือการตีเสียงให้ถี่กว่าการตีเก็บอย่างน้อยสองเท่าโดยการเพิ่มพยางค์ในประโยคเพลงให้มากขึ้นกว่าการบรรเลงปกติ ทำได้สองวิธี คือ
๑. เพิ่มโดยเติมพยางค์ให้มากขึ้นก่อนจะถึงลูกตกท้ายประโยค
๒. เพิ่มโดยการบรรเลงประโยคนั้นให้เร็วขึ้นเป็นหลายครั้งภายในเวลาที่เท่ากับการบรรเลงเดิม
การขยี้วิธีหลังนี้ ผู้มีความสามารถสูงอาจทำได้ถึง ๖ ครั้งในหนึ่งช่วงเวลาบรรเลงปกติ เรียกว่า "ขยี้ ๖ ชั้น"

การตีตวาด
คือการตีเน้นเสียงมือขวาให้หนักในเสียงพยางค์แรก

การตีกวาด
คือการใช้ไม้ระนาดกวาดระไปโดยเร็วหรือช้าบนผืนระนาดในลักษณะต่างๆ
 
การตีไขว้
เป็นวิธีการบรรเลงที่อวดฝีมือใช้ในเพลงเดี่ยว โดยจะใช้มือขวาข้ามมือซ้ายไปตีเสียงต่ำ หรือมือซ้ายข้ามมือขวามาตีเสียงสูงก็ได้ การไขว้มีหลายลักษณะแล้วแต่จะคิดประดิษฐ์ขึ้นและมีชื่อเรียกต่างๆกันไป

การตีเก็บคู่ ๑๖
คือการตีโดยมือซ้ายและมือขวาแยกห่างในเสียงเดียวกันโดยแยกเป็น ๒ ช่วงคู่แปด มักใช้ในการบรรเลงทางเดี่ยว

การตีเน้น
คือการตีเสียงดังขึ้นกว่าปกติตามที่ผู้บรรเลงต้องการ

การตีถ่างมือ (ตีเก็บผสมแยก)
คือวิธีตีเก็บคู่แปด ผสมแยกคู่เสียง

การตีปริบ, กริบ
ตีเช่นเดียวกับการตีกรอ แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย

การตีเสียงกลม
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล กลมกล่อม ไพเราะน่าฟัง เป็นเสียงที่มีคุณค่าและปฏิบัติได้ยากมาก กล่าวคือผู้ปฏิบัติต้องใช้ความปราณีตบรรจงเป็นพิเศษในการที่จะสร้างเสียงให้มีความพอดี ฟังนุ่มนวลละมุนละไม ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ โดยวิธี "ตีสงมือ" จับไม้แบบปากนกแก้ว ตีฉากลงตรงกลางลูกระนาด แล้วรีบยกขึ้นอย่างทะนุถนอม เหมาะที่จะใช้บรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน

การตีเสียงกรู
คือเสียงที่เกิดจากการรัวเสียงเดียว

การตีเสียง "ครู"
คือเสียงที่เกิดจากการตีกรอคู่ ๒

การตีเสียงโรย
การตีโดยผ่อนจังหวะให้ช้าลงพร้อมทั้งลดน้ำหนักของเสียงที่บรรเลงเพื่อให้ได้เสียงดนตรีที่อ่อนหวานนุ่มนวล

การตีเสียงกรอด หรือเสียงมอดกัดไม้
คือการกรอโดยกดหัวไม้ ใช้ในกรณีที่ต้องการแสดงอำนาจ

การตีเสียงกริก
เป็นการกรอที่มีลักษณะของเสียงสั้นกว่าเสียงกรอด นิยมใช้ในโอกาสที่ต้องการเน้นเสียงสุดท้ายในแต่ละประโยคของเพลงหรือทำนองเพลง เป็นการสอดแทรกในท่วง ทำนองระยะสั้นๆ โดยการตีเปิดหัวไม้

การตีเสียงแก้ว
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล กังวาน และสดใสดุจแก้ว โดยเฉพาะในการตีระนาดเอกมโหรีจะต้องจับไม้ตีให้หัวแม่มือเน้นที่ปลายก้านไม้ตีให้แน่นและตีทั้งแขนหรือทั้งตัวแล้วรีบยกขึ้นโดยเร็ว เสียงจึงจะแข็งเป็นกังวานออกมาเป็นเสียงแก้ว

การตีเสียงโต แบ่งเป็น
๑. การตีเสียงโตผิวน้ำ ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขนตีโดยการเปิดหัวไม้
๒. การตีเสียงโตน้ำลึก ใช้กล้ามเนื้อทั้งตัว เกร็งข้อ แขน ตีโดยการเปิดหัวไม้ทำให้เกิดเสียงที่ลึกมีอำนาจ

การตีเสียงกรุบ
คือการกรอและหยุดบรรเลงในลักษณะฉับพลันให้มีเสียงสั้นกว่ากริกและกรอด มักใช้ในประโยคสุดท้ายของเพลง ตีโดยการเปิดหัวไม้

การตีเสียงร่อนใบไม้ไหว (การกรอใบไม้ไหว)
คือการกรอให้เสียงไหลเลื่อนไปตามทำนองเพลง โดยเสียงไม่สะดุด เรียกอีกอย่างว่า กลอกกลิ้ง เหมาะสำหรับทำนองเพลงที่อ่อนหวาน

การตีเสียงโปร่ง
คือการตีฉาก แล้วรีบยกไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว

การตีเสียงเกลือก
คือลักษณะของเสียงที่ผู้บรรเลงไม่สามารถบังคับมือให้รักษาแนวการบรรเลงที่ดีได้ ทำให้เสียงที่บรรเลงไม่สม่ำเสมอ
 
  
การฝึกไล่ระนาดเอก 

คำว่า "ไล่ระนาด" เป็นศัพท์ที่นิยมใช้เรียกกันในหมู่ผู้ที่ฝึกตีระนาดเอก หมายถึงการฝึกตีระนาดด้วยทำนองเพลงต่างๆให้คล่องมือ ช่วงเวลาที่จะฝึกไล่ระนาดมีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาฝีมือ ดังนั้นผู้ฝึกตีระนาดเอกควรให้ความสนใจ มีความเอาใจใส่ และมีความมานะอดทนในการฝึกฝนให้มากเป็นพิเศษ ช่วงเวลาไล่ระนาดที่ควรทำเป็นกิจวัตรประจำวันมี ๔ ช่วงคือ เช้า กลางวัน เย็น และ ค่ำ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด และมีผลทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นมากที่สุดคือเวลาเช้ามืด เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ได้ผ่านการพักผ่อนหลับนอนมาใหม่ๆ ผู้ฝึกจะมีความสดชื่นมากที่สุดเมื่อฝึกไล่ระนาดแล้วจะจำเพลงได้แม่น และสามารถบรรเลงระนาดเอกได้ "ไหว" เป็นพิเศษ (คำว่า ไหว เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่สามารถบรรเลงระนาดเอกได้รวดเร็ว และเสียงชัดเจนไม่มีการสะดุดหรือเสียจังหวะ)

การไล่ระนาดเวลาเช้าควรเริ่มไล่ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ - ๐๗.๐๐ น. เพราะเวลาเช้ามืดเป็นเวลาที่ร่างกายเพิ่งผ่านการพักผ่อนมาแล้วอย่างเพียงพอ อวัยวะทุกส่วนมีความสดชื่นและหวนกลับมามีประสิทธิภาพใหม่ เมื่อเริ่มใช้งานจะทำให้กำลังภายในและกำลังภายนอกของร่างกายพร้อมที่จะรับและปรับตัว อีกประการหนึ่งเวลาเช้ามืดเป็นเวลาที่เงียบสงัดอากาศและอุณหภูมิกำลังดีทำให้สมองปลอดโปร่งและมีสมาธิดี

เพลงที่นิยมใช้สำหรับฝึกไล่ระนาดเอกได้แก่ เพลงทะแย ๓ ชั้น และ เพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว เพลงทะแยเป็นเพลงที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกระนาด เนื่องจากสำนวนเพลงเป็นทางกลอนที่เรียบเป็นการฝึกการตีให้เสียงทั้งสองมือดังเสมอกัน ส่วนเพลง "มุล่ง" (บางทีเรียกบุล่ง) ท่วงทำนองเพลงค่อนข้างเป็นกลอนที่ต่อเนื่องเสียงไม่กระโดดข้ามขั้นคู่เสียงจนเกินไป เป็นเพลงที่มีรูปแบบสำนวนเพลงครบตามลักษณะของเพลงที่ดี และเป็นพื้นฐานของการดำเนินกลอนระนาดในเพลงเถาแต่ผู้ที่ฝึกไล่โดยใช้เพลงมุล่งนั้นควรฝึกเพลงทะแยมาก่อน

ผืนระนาดที่ใช้ฝึกไล่ควรเป็นผืนไม้ไผ่ตง (นักดนตรีเรียกไผ่บง) เพราะมีความหนืดและ "ดูดไหล่" (หมายถึงกินแรงที่ไหล่) มากกว่าไม้ชิงชันและไม้ชนิดอื่น การที่ไล่ระนาดด้วยผืนไม้ไผ่บง เพราะต้องการต่อสู้กับความหนืดของผืนระนาด เป็นการเก็บกำลังจากความหนืดของผืนมาเป็นทุนในการบรรเลงครั้งต่อๆ ไป ลักษณะของผืนระนาดเอกที่ใช้ไล่ต้องเสียงไม่เพี้ยนคือมีระดับเสียงเป็นปกติทั้ง ๒๑ ลูก ลูกระนาดมีผิวโค้งนูนโต การไล่ระนาดด้วยผืนไม้ไผ่บงถ้าตีโดยลงมือซ้าย-ขวาไม่พร้อมกันหรือน้ำหนักไม่เท่ากันก็จะทำให้ผืนระนาดแกว่งหรือที่เรียกว่า "กระพือ" เป็นการตรวจสอบการฝึกหัดหรือการไล่ระนาดเอกได้เป็นอย่างดี ว่าถ้าตีคู่แปดไม่ได้เสียงเสมอกันแล้วผืนระนาดจะแกว่ง สำหรับไม้ที่ใช้ตีไล่ระนาดเอกควรเป็นไม้ที่มีน้ำหนักมากกว่าไม้ที่ใช้บรรเลงในเวลาจริง (ไม้แข็ง) หรือมีน้ำหนักกว่าสามบาทขึ้นไปทั้งนี้เพื่อเสริมกำลังข้อมือให้แข็งแกร่งมากขึ้น

ข้อควรระวังในการใช้ไม้ไล่ระนาด
๑.ไม้ที่ใช้ไล่ระนาดจะต้องมีน้ำหนักเหมาะสมกับกำลังข้อมือ
๒.ไม้ที่ใช้ไล่ระนาดจะต้องเหมาะสมกับการบรรเลง (สามารถควบคุมการตีได้)
๓. น้ำหนักและขนาดของไม้ต้องสัมพันธ์กับร่างกายของผู้บรรเลงและผืนระนาด

ประโยชน์ของไม้สำหรับไล่ระนาด
๑. ทำให้น้ำหนักมือทั้งสองข้างเท่ากัน ซึ่งมีผลให้เสียงดังเสมอกัน
๒. ทำให้ข้อมือมีกำลังแข็งแรงและมีความคงทน
๓. เวลาตีไม้ธรรมดา (ปกติ) ทำให้เบาแรงและคล่องตัวมากขึ้น

การไล่ระนาดด้วยไม้หนัก
การไล่ระนาดด้วยไม้หนักจะทำให้เกิดกำลังและความอดทน วิธีไล่ใช้ผ้าห่มที่มีความหนาวางบนผืนระนาดเพื่อให้เกิดการหนืดและดูดไหล่ เวลาตีใช้กำลังตีอย่างเต็มที่

วิธีการไล่ เริ่มจากการตีฉาก เพื่อให้มือทั้งสองข้างลงเท่ากันแล้วจึงไล่เพลง ขณะไล่พยายามตีให้ปลายไม้ในมือทั้งสองข้างกระทบลงบนผิวลูกระนาดพร้อมกัน ความเร็วของการไล่ระนาดไม่ควรช้าเกินไปหรือเร็วจนควบคุมไม่ได้ แนวเพลงในการไล่ไม้หนัก ไม่จำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น เมื่อเริ่มตีในระยะแรกควรตั้งความเร็วไว้ในแนวปานกลาง แล้วยืนแนวที่ตั้งไว้ (คำว่า ยืนแนว หมายถึงรักษาความเร็วในการบรรเลงให้คงที่) เมื่อใกล้จะจบเพลงจึงตีให้แนวเร็วขึ้นเหมือนตีด้วยไม้เบา การตีให้เร็วนั้นต้องสามารถควบคุมได้เพราะถ้าควบคุมไม่ได้จะทำให้มือเสียสมดุล ขณะตีด้วยความเร็วให้ใช้น้ำหนักเต็มที่ แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ให้หยุดตีหยุดไล่เพลงแล้วกลับมาตีฉากใหม่เพื่อให้การลงมือเท่ากัน ควรใช้ระยะเวลาในการไล่ระนาดครั้งละประมาณ ๒ - ๓ ชั่วโมง

การไล่ระนาดด้วยไม้เบา
ใช้ผ้าคลุมผืนระนาดเอกให้บางประมาณครึ่งหนึ่งของการไล่ไม้หนัก น้ำหนักของไม้ตีให้หนักประมาณสิบสลึงซึ่งเท่ากับไม้แข็งหรือหนักกว่าเล็กน้อย
 
วิธีการไล่ เมื่อขึ้นเพลงแล้วให้ตั้งแนวเพลงค่อนข้างเร็วและพยายามให้แนวเพลงเร็วขึ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะควบคุมมือได้หรือไม่ได้ ขณะที่ตีเร็วผู้ตีควรควบคุมให้สุดกำลัง วิธีการตีใช้กล้ามเนื้อแขนสลับกับการใช้ข้อมือโดยใช้วิธีการจับไม้หลายแบบสลับกันไปในระหว่างการไล่ เมื่อใกล้จะจบเพลงควรตีให้เร็วที่สุด
 
การไล่ระนาดเอกไม่ว่าจะเป็นการไล่แบบไม้หนักหรือไม้เบา เมื่อไล่เสร็จแล้วควรฝึกตีฉากอีกครั้งเพื่อเป็นการปรับมือให้เกิดเสียงที่เท่ากัน การฝึกไล่ระนาดด้วยไม้ที่มีน้ำหนักเบานั้น มีกระบวนการปฏิบัติหลังการไล่มากกว่าไม้ที่มีน้ำหนักมาก กล่าวคือเมื่อตีฉากเสร็จแล้วควรฝึกการตีลักษณะต่างๆ ต่อเนื่องกันไป เช่น สะบัด สะเดาะ ขยี้ และ รัว เพื่อให้เกิดความชำนาญและเสียงระนาดมีความคมชัดเจนยิ่งขึ้น
 
 
Ranad and Songs

Here are songs solo by the Ranad:

 

ลาวดวงเดือน

Lao Duang Deun

แขกบรเทศ

Khaek Borathed

เทพทอง

Thep Thong

ขึ้นพลับพลานอก

Khen Plab-Pla Nok

เขมรไทรโยค

Kamen Sai Yok

เขมรพายเรือ

Kamen Pai Rue

แป๊ะ

Pae

มอญดูดาว

Mon Do Dao

แสนคำนึง

San Kum-Neung

ลาวดำเนินทราย

Lao Dam-Neun Sai

คลื่นกระทบฝั่ง

Kleun Kratop Fang

ทองย่อน

Thong Yon

มอญยาดเล้

Mon Yad-Lay

ชมแสงทอง

Chom Sang Thong

คางคกปากสระ

Kang-Kok

Pak Sa

ทยอยญวน

Tayoy Yuan

ญี่ปุ่นรำพึง

Yee-Poon Rampung

มู่ล่ง

Moo Long

ลาวคำหอม

Lao Kham Hom

ลิงกับเสือ

Ling Kup Sua

เขมรเอวบาง

Kamen

Aeo Bang

เขมรเป่าใบไม้

Kamen

Pao Bai Mai

เขมรพระปทุม

Kamen Phra Pathum

ลาวสวยรวย

Lao Suay Ruay

พม่าเขว

Pama Kwae

 

 

Songs by Thaworn Sriphong:

 

ลาวสวยรวย

     Lao Suay Ruay    

ค้างคาวกินกล้วย

 Khang Kao Gin Glouy

เขมรไล่ควาย

   Kamen Lai Kwai   

 

 

Play The Ranad

Here is a video of playing the Ranad by some professionals: