ด้วยเหตุที่ระนาดเอกมีบทบาทความสำคัญดังกล่าว ผู้ที่ฝึกหัดตีระนาดเอกจะต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจพอสมควรจากครูอาจารย์ การฝึกระนาดเอกนั้น แต่ละอาจารย์อาจจะมีวิธีฝึกหัดไม่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่เป้าหมายที่สำคัญนั้นทุกคนก็ต่างต้องการให้ลูกศิษย์ที่หัดนั้นเป็นผู้ที่มีฝีมือชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะการฝึกหัดระนาดเอกที่ได้นำมาลงในหนังสือเพลงดนตรีนี้ ผู้เขียนได้จดจำขั้นตอนในการฝึกหัดระนาดที่ได้เรียนมาด้วยตัวเองจากครูระนาดหลายท่าน แนวการฝึกหัดระนาดที่ตรงกันก็มีเช่น ครูหลา ทรัพย์มุกข์ บ้านท่านอยู่ตำบลพิดเพียน อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครูยอด พูลสมบัติ บ้านท่านอยู่ตำบลบ้านใหม่วัวนม อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ครูทวน, ครูเจ๊ก อ่อนละมุล บ้านท่านอยู่ตำบลบ้าน แห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ครูทั้งสี่ท่านที่ได้กล่าวนามมานี้ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปหมดแล้ว
หลักการฝึกหัดระนาดเอกขั้นตอนที่ ๑ ของบรรดาครูทั้งสี่ท่านนั้นจะต้องเริ่มเรียนให้เป็นไปตามขั้นตอนพื้นฐานการเรียนปี่พาทย์ (ฝึกหัดปี่พาทย์) ที่ครูโบราณได้กำหนดเอาไว้โดยเริ่มต้นฝึกหัดจาก ฆ้องวงใหญ่ "เพลงสาธุการ" ซึ่งเป็นเพลงอันดับแรกในชุดโหมโรงเย็น ครูบางท่านเรียกเพลงชุดนี้ว่า "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" และบางท่านเรียกแบบภาษาชาวบ้านว่า "ชุดเพลงหากิน" การที่ตั้งขื่อว่าชุดหากินนั้นก็เพราะว่า การฝึกหัดปี่พาทย์ในสมัยนั้นผู้ที่ฝึกหัดต้องการยึดเป็นอาชีพมิได้ฝึกหัดหรือเรียนเอาไว้ประดับความรู้ เพลงชุดสวดมนต์เย็นฉันเช้านี้มีชุดเพลงรวมอยู่ด้วยกันทั้งหมดดังนี้
๑. ชุดเพลงโหมโรงเย็น
๒. ชุดเพลงโหมโรงเช้า
๓. ชุดเพลงช้าเพลงเร็ว
๔. ชุดเพลงเรื่องลงสรง
๕. ชุดเพลงฉิ่งพระฉัน
๖. ชุดเพลงวา
๗. ชุดเพลงนางหงส์
เพลงชุดดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนกับเพลงแม่บทที่มีความสำคัญยิ่งในการฝึกหัดปี่พาทย์ และจะเป็นแนวทางแก่ผู้ฝึกหัดให้มุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จในการตีระนาดเอกต่อไป
อีกประการหนึ่งในการเรียนปี่พาทย์นั้น ผู้เรียนที่จะขอเรียนแต่เฉพาะระนาดเอกโดยตรงไม่เริ่มเรียนจากฆ้องวงใหญ่นั้น ครูโบราณจะไม่สอนให้เด็ดขาดเพราะเหตุว่ามันผิดขั้นตอนของการเรียนปี่พาทย์
เมื่อผู้เรียนได้เรียนจบหลักสูตรเพลงชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" สามารถออกบรรเลงงานได้โดยบรรเลงเพลงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด และตีฆ้องวงใหญ่ออกงานมาเป็นเวลานานพอสมควรจนครูแน่ใจว่าเป็นผู้ที่มีความทรงจำดีสามารถเป็นหลักให้แก่วงได้ ครูจึงจะเลื่อนให้มาฝึกหัดตี ฆ้องวงเล็ก
ฆ้องวงเล็กมีแนวทางตีได้ ๒ อย่างคือ หนึ่งตีแบบฆ้องวงใหญ่ สองตีทางฆ้องวงเล็ก การตีแบบฆ้องวงใหญ่คงไม่มีปัญหาสำหรับผู้ฝึกหัดเพราะเหตุว่ามีรูปลักษณะคล้ายกัน ผิดกันแต่เพียงว่าฆ้องวงเล็กนั้นลูกฆ้องมีขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนมากกว่าฆ้องวงใหญ่ ๒ ลูก
การที่ครูให้เลื่อนจากการตีฆ้องวงใหญ่มาฝึกตีฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะในทางปฏิบัติของฆ้องเล็กต้องปฏิบัติโดยการ "ตีสับ ตีซอย ตีเก็บ" เป็นหลัก โดยฝึกให้ตีเคาะ (พอดี) ทำนองเพลงทุกเพลงจะต้องมีการตี คู่สี่ คู่แปด บ้างก็จะเป็นเพลงทำนองบังคับทั้งนั้นประการสำคัญก็เพื่อให้ศิษย์นั้นได้ศึกษาเรียนรู้ในการใช้ ทาง (กลอนดนตรี) โดยให้ฟังจากระนาดเอกเป็นแนวทาง เพราะกลอนระนาดเอกกับกลอนฆ้องเล็กนั้นคล้ายคลึงกัน ผิดกันตรงระนาดเอกตีพร้อมกันทั้งสองมือเป็นพื้นฐานหลักเท่านั้น ประโยชน์ที่ผู้เรียนพึงจะได้รับจากการที่ได้ฝึกหัดทั้งฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กนั้นทำให้ผู้เรียนได้มีพื้นฐานในทางดนตรีเพิ่มพูนมากขึ้น
ต่อมาเมื่อครูพิจารณาเห็นได้ชัดว่า ได้ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็กจนมีความเข้าใจในการใช้มือได้ถูกต้อง และดำเนินกลอนดนตรีได้ดีพอสมควรแล้ว ครูจะเปลี่ยนให้ตี ระนาดเอกเหล็ก เหตุที่ครูให้ไปตีระนาดเอกเหล็กนั้นก็เพื่อให้ผู้ฝึกหัดได้เรียนรู้แนวทางเทคนิค และวิธีบรรเลงบทเพลงประเภทต่างๆของระนาดเอกเพราะว่า ระนาดเอกเหล็กกับระนาดเอกไม้นั้นมีลักษณะแนวทางในการบรรเลงเหมือนกัน แต่ความสำคัญในหน้าที่นั้นผิดกันกล่าวคือ ระนาดเอกมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำขึ้นบทเพลง ควบคุมการบรรเลงให้อยู่ในความเรียบร้อยไม่ผิดพลาด เพลงทุกๆเพลงที่บรรเลง และเมื่อเครื่องดนตรีชิ้นใดเกิดผิดพลาดทำให้ผู้อื่นไขว้เขวในบางวรรคบางตอนของเพลง ผู้บรรเลงระนาดเอกต้องสามารถจะตีนำหรือที่ภาษาดนตรีเรียกว่า "ตีดึง ตีชัก" ให้กลับมาถูกต้องได้ ดังนั้นการที่ครูให้ฝึกตีระนาดเอกเหล็กต่อจากฆ้องวงเล็กนั้นก็เพราะต้องการให้ศึกษาเรียนรู้ถึงเทคนิควิธีการต่างๆ ของระนาดเอกนั่นเอง
การศึกษาแนวทางในการตีระนาดเอกนั้นผู้ที่ตีระนาดให้ผู้เรียนได้ศึกษาเป็นคนแรกก็ไม่ใช่ใครอื่นคือครูของเรานั่นเอง นอกจากแสดงวิธีการบรรเลงให้ดูแล้วครูยังแนะนำให้หมั่นไปฟังการบรรเลงระนาดเอกของวงปี่พาทย์อื่นๆ ด้วย
การเรียนระนาดเอกในระยะเบื้องต้นนี้ครูจะให้ศิษย์ได้ศึกษาเพลงชุด"โหมโรงเย็น" โดยเริ่มตั้งแต่เพลงอันดับหนึ่ง คือเพลง "สาธุการ" เป็นต้นไป ให้จดจำวิธีการขึ้นลงของบทเพลงในชุดโหมโรง ตลอดจนการใช้กลอนระนาดเอกที่ครูตีให้ดู โดยแปลจากทำนองฆ้องโดยศิษย์ตีระนาดเอกเหล็กตีควบคู่ไปกับครูด้วย ส่วนกลอนระนาดเอกแต่ละวรรคแต่ละประโยคเพลงนั้น ศิษย์ต้องจดจำจากครูไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อจำได้มากขึ้นก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้กลอนระนาดเอกมากขึ้น
การจดจำกลอนดนตรีหรือทางเพลงจากครูนั้น ผู้เรียนคงไม่สามารถจดจำได้จนหมดเท่าที่ครูตี เพราะเหตุที่ครูตีแต่ละครั้งบางวรรคบางประโยคของทำนองเพลง ครูจะเปลี่ยนวิธีบรรเลงไปด้วยในแต่ละครั้งโดยจะไม่ให้ซ้ำกัน เพื่อเป็นการสอนศิษย์ไปในตัวให้เกิดความเข้าใจทำนองเพลงแต่ละวรรคแต่ละประโยคนั้นๆ สามารถนำ กลอน (ทาง) ของเพลงอื่นมาใช้แทนกันได้ ศิษย์จะสามารถจดจำไว้ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรและสติปัญญาของศิษย์ อีกประการหนึ่งหลังจากที่ครูได้สอนนำในทาง ตีเก็บ ตีกลอน แล้ว บางวรรคบางตอนของทำนองเพลงครูอาจจะตี สะบัด ขยี้ ให้ศิษย์ได้ศึกษาและจดจำอีกด้วย เช่นทำนองเพลงดำเนินไปในลักษณะเรียบครูก็อาจจะ ตีขยี้ (ยืดไปอีกเท่าตัว) หรือเร็วไปอีกเท่าตัว หรือครูอาจจะตีขยี้บ้างสะบัดบ้างควบคู่กันไปให้ศิษย์ได้ศึกษา
นอกจากครูจะสอนในเรื่องของการตีกลอน (ทาง) แล้ว ครูยังสอนให้ศิษย์มีปฎิภาณไหวพริบในการบรรเลงด้วย จะเป็นการสอนโดยการตีให้ดูหรือด้วยการอธิบายให้ศิษย์ฟังก็ตาม หากสามารถจดจำตามที่ครูสอนได้หมดก็นับว่าศิษย์คนนั้นมีพรสวรรค์สูงอยู่ในตัว หากศิษย์คนใดไม่สามารถจดจำได้หรือจดจำได้บ้างเล็กน้อยก็เท่ากับมีพรสวรรค์น้อยหรือขาดพรสวรรค์ พูดง่ายๆ ก็คือ ปัญญาดี ปัญญาไม่ดี หรือ ความจำดี ความจำไม่ดี
เรื่องของ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ นั้น ถึงแม้ศิษย์ทุกคนจะเริ่มเรียนพร้อมกันและเรียนจากครูคนเดียวกัน ได้รับการถ่ายทอด (ต่อ) ทำนองเพลงเท่าๆ กันก็ตาม แต่สติปัญญาความรอบรู้ความสามารถแต่ละคนอาจจะไม่เท่าเทียมกันมีความลดหลั่นกันไปตามภูมิปัญญาของศิษย์แต่ละคน
เมื่อได้ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็กโดยศึกษาเป็นผู้นำขึ้นลงของบทเพลงเป็นเวลานานพอสมควร (ประมาณ ๒ - ๓ ปี) ประกอบกับครูพิจารณาเห็นว่าพอจะมีสติปัญญาไหวพริบ ความฉลาดมีความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ ของงานที่จะต้องไปบรรเลงและเรียนรู้เพลงในชุด "สวดมนต์เย็นฉันเช้า" เป็นอย่างดีแล้ว ครูจึงเลื่อนให้ขึ้นไปตีระนาดเอกรับผิดชอบในการควบคุมการบรรเลงของวงต่อไป
สรุปทบทวนการฝึกหัดที่จะเป็นคนระนาดเอกดังได้กล่าวมาแล้วโดยรวม ๔ ขั้นตอนได้แก่
๑. ฝึกหัดตีฆ้องวงใหญ่
๒. ฝึกหัดตีฆ้องวงเล็ก
๓. ฝึกหัดตีระนาดเอกเหล็ก
๔. ฝึกหัดตีระนาดเอกไม้
การฝึกหัดตีระนาดเอกขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน
การฝึกหัดตีระนาดเอกในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากวิธีการฝึกในสมัยโบราณมากนัก อาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละสำนักดนตรี แต่โดยรวมแล้วจะมีความคล้ายคลึงกัน สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ จะมีระเบียบขั้นตอนวิธีการฝึกที่เป็นแบบแผนทางวิชาการสมัยใหม่มากขึ้น เพื่อสื่อความหมายให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงขั้นตอนการฝึกตีระนาดเอกอย่างชัดเจน ขั้นตอนและวิธีการฝึกตีระนาดเอกในปัจจุบันมีสาระสำคัญดังนี้
การนั่ง
การตีระนาดให้ไพเราะน่าฟังนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ ประการแรกที่ผู้ฝึกควรเรียนรู้ก่อนคือ "ท่านั่ง" และ "วิธีการจับไม้ระนาด" ซึ่งจะมีผลต่อการบรรเลงระนาดเอกให้ไพเราะประทับใจผู้ฟังมากทีเดียว

ผู้ฝึกตีระนาดเอกสามารถนั่งตีระนาดได้สองวิธีคือ "การนั่งพับเพียบ" และ "การนั่งขัดสมาธิ" เวลาต่อเพลงกับครู ผู้เรียนควรจะต้องนั่งพับเพียบเพื่อเป็นการแสดงความเคารพที่มีต่อครู ส่วนเวลาฝึกซ้อมเพลงหรือบรรเลงให้ผู้ชมฟัง ควรนั่งขัดสมาธิเพื่อให้เกิดความสะดวกในการบรรเลง เนื่องจากการนั่งขัดสมาธิทำให้การทรงตัวของผู้บรรเลงมีความมั่นคง และเคลื่อนไหวช่วงแขนได้ถนัดมากขึ้น ช่วยให้การบรรเลงเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
วิธีการนั่งขัดสมาธิในการตีระนาดเอกคือการนั่งให้ อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตั้ง ตัวตรง และควรนั่งอยู่ตรงกึ่งกลางของรางระนาดโดยนั่งให้ตรงกับฐานหรือเท้าของระนาด ลักษณะการนั่ง ให้ใช้ปลายเท้าซ้ายสอดไว้ใต้เท้าขวาส่วนปลายเท้าขวายื่นเข้าไปใต้รางระนาดเอก และสามารถเปลี่ยนสลับเท้าในลักษณะเดียวกันได้
ประโยชน์ของการนั่งขัดสมาธิ
๑. เป็นท่านั่งที่สบาย เพราะเป็นท่านั่งที่เป็นธรรมชาติ
๒. การนั่งขัดสมาธิทำให้ฐานการทรงตัวแน่นส่งเสริมพลังในการตีระนาด
๓. เมื่อเกิดปัญหาในการบรรเลงเช่น รางระนาดเคลื่อนหรือผืนกระเพื่อม ผู้ตีระนาดเอกสามารถใช้ปลายเท้าที่อยู่ใต้รางระนาดปรับรางให้นิ่ง เพราะขณะนั้นจะไม่สามารถใช้มือปรับรางระนาดในขณะที่กำลังบรรเลงได้ วิธีจับไม้ระนาดเอก

การจับไม้ระนาดเอกที่ถูกวิธีมีส่วนช่วยทำให้การบรรเลงมีคุณภาพและเกิดความไพเราะ หลักการจับไม้ระนาดเอกที่ถูกต้องคือนิ้วทุกนิ้วจะต้องจับไม้ระนาดให้แน่นโดยมี ความยาวประมาณ ๑ ในสามของก้านไม้ เมื่อเริ่มจับให้หงายฝ่ามือขึ้นให้ก้านไม้ระนาดวางพาดกระชับกับร่องกลางตรงข้อมือและเลยเข้าไปใต้แขนเล็กน้อย นิ้วชี้เหยียดหงายรองรับก้านไม้ระนาดไว้ นิ้วหัวแม่มือบีบกระชับด้านข้างของก้านไม้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และ นิ้วก้อยรวบจับก้านไม้
ระนาดไว้ให้แน่น เมื่อจับก้านไม้ระนาดแน่นแล้ว ให้พลิกฝ่ามือและแขนคว่ำลงโดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ โดยให้ก้านไม้ระนาดยังคงอยู่ระหว่างตรงกลางร่องมือพอดี ข้อศอกและไหล่แนบกับลำตัวโดยให้แนวไม้ระนาดกับแขนของผู้บรรเลงเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน
การจับไม้ระนาดเอกแบ่งออกเป็น ๓ แบบคือ
๑) การจับแบบ "ปากกา" คือการจับโดยให้ก้านไม้ระนาดแนบอยู่กลางร่องมือ ใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง และ นิ้วก้อย รวบกำก้านไม้ระนาดให้นิ้วเรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือวางแนบขนานไปกับก้านไม้และปลายนิ้วชี้แตะอยู่บนก้านไม้ระนาดทำมุมประมาณ ๔๕ องศา ประโยชน์ของการจับไม้ระนาดแบบปากกา ทำให้มีความคล่องตัวใช้กับการบรรเลงประเภทเพลงลูกล้อลูกขัด เพลงประเภทสองไม้ หรือลูกรัวในการบรรเลงเพลงเดี่ยว อีกทั้งมีความเหมาะสมสำหรับการฝึกหัดเบื้องต้นในลักษณะการตีฉากเพื่อฝึกหัดให้เสียงระนาดชัดเจนและดังสม่ำเสมอกัน
๒) การจับแบบ "ปากไก่" ลักษณะคล้ายการจับแบบปากกาแต่แตกต่างที่ตรงนิ้วชี้คือ การจับไม้แบบปากไก่นิ้วชี้จะตกลงจากด้านบนของก้านไม้ระนาดโดยอยู่ด้านตรงข้ามกับนิ้วหัวแม่มือ ก้านไม้ตีติดอยู่ด้านข้างตำแหน่งประมาณ กกเล็บหรือโคนเล็บ
ประโยชน์ของการจับไม้แบบปากไก่ทำให้เกิดเสียงที่มีความสง่างามมีความภูมิฐานและนุ่มนวล การจับไม้แบบปากไก่เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการบรรเลงเพลงพิธี
๓) การจับแบบ "ปากนกแก้ว" ลักษณะคล้ายการจับแบบปากไก่แต่การจับแบบ ปากนกแก้วจะต้องให้ก้านไม้ระนาดติดอยู่ด้านข้างนิ้วชี้บริเวณเส้นข้อข้างบนของนิ้ว
ประโยชน์ของการจับไม้แบบปากนกแก้วทำให้เสียงในการบรรเลงมีพลังอำ นาจกล่าวคือเสียงของระนาดเอกจะโตและลึก การจับแบบปากนกแก้วมีข้อเสียบาง ประการตรงที่ว่าเมื่อบรรเลงแล้วเสียงของระนาดจะไม่มีความไพเราะและกลมกล่อม เท่าที่ควร เมื่อทราบถึงวิธีการจับไม้ระนาดแล้วแขนและข้อศอกควรปล่อยตามธรรมชาติ โดยยังเป็นเส้นตรงแนวเดียวกันกับก้านไม้ระนาดไม่ควรหนีบแขนและข้อศอกให้สนิท แนบลำตัวจนเกิดความเกร็งมากเกินไปเพราะกำลังจะหมดไปกับการหนีบแขนโดยไม่ ได้นำไปใช้ในการตีระนาด
วิธีตีระนาดเอก
ลักษณะการตี
๑. ต้องตีตรงกลางของลูกระนาดเอกแต่ละลูก
๒. วิธีตีใช้กล้ามเนื้อบังคับ ดังนี้
(ก) ใช้กล้ามเนื้อแขนเป็นหลักและใช้กล้ามเนื้อที่บังคับการเคลื่อน ไหวข้อมือร่วมด้วย เรียกว่า ครึ่งข้อครึ่งแขน (เกร็งแขนปล่อยข้อ)
(ข) ในการตีด้วยความเร็วจะใช้ส่วนของกล้ามเนื้อตรึงหัวไหล่ไว้ เป็นหลักเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนสามารถการตีได้คล่องตัว ตีโดยการจับไม้ให้แน่น
๓. ยกไม้ตีสูงประมาณ ๖ นิ้วฟุต จากผืนระนาดเอก วิธีตีระนาดเอก มีหลายวิธีดังต่อไปนี้
การตีเก็บ
วิธีตีระนาดเอกขั้นพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่งเรียกว่า "การตีเก็บ" เป็นวิธีตีซึ่งใช้อยู่เสมอในการบรรเลงระนาดเอก การตีเก็บคือการตีไม้ระนาดในมือทั้งสองข้างลงไปกระทบลูกระนาด ๒ ลูกพร้อมกัน โดยตีลงบนลูกระนาดซึ่งมีเสียงตัวโน้ตเดียวกันแต่อยู่ห่างกันคน ละระดับเสียงเช่นเสียง ซอล (ต่ำ) กับเสียง ซอล (สูง) และเนื่องจากตำแหน่งของคู่เสียงดังกล่าวอยู่ห่างกันแปดลูกจึงเรียกวิธีตีแบบนี้ว่า "ตีคู่แปด"

การที่จะตีเก็บคู่แปดให้ได้เสียงระนาดเอกที่ไพเราะน่าฟังนั้นมีพื้นฐานสำคัญมาจากการฝึกตีระนาดที่เรียกกันว่า "ตีฉาก" คือการกำหนดรู้การใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนเพื่อให้ได้เสียงระนาดที่ดังเท่ากันทั้งสองมือ ผู้ที่เรียนระนาดเอกทุกคนจะต้องฝึกการตีฉากเพื่อปรับน้ำหนักมือทั้งสองข้างให้เสมอกันเสียงระนาดเอกจึงจะคมชัดเจน
ลักษณะการตีฉากคือ มือทั้งสองข้างจับไม้ระนาดเอกในลักษณะการจับแบบปากกา ระยะห่างจากหัวไม้ประมาณ ๘ นิ้ว โดยใช้นิ้วกลาง, นิ้วนาง และ นิ้วก้อย จับก้านไม้ระนาดให้แน่น แขนและไม้ตีอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน วางหัวไม้ระนาดเอกไว้ตรงกลางของลูกระนาด จากนั้นยกไม้ตีระนาดขึ้นช้าๆให้สูงจากผืนระนาดประมาณ 1 ฟุต แล้วตีหรือทุบลงบนลูกระนาดอย่างรวดเร็ว โดยการเกร็งกล้ามเนื้อแขนและข้อมือให้ไม้ตีและท่อนแขนอยู่ในแนวเดียวกัน หัวไม้ตีจะต้องสัมผัสลูกระนาดเต็มหน้าไม้และตั้งฉากกับผิวหน้าของลูกระนาด การตีฉากแต่ละครั้ง น้ำหนักของทั้งสองมือที่ตีลงไปต้องเท่ากัน เพื่อให้เสียงที่เกิดจากการตีมีคุณภาพ เสียงต้องโปร่งใส เวลาตีต้องใช้กำลังประคองไม้ระนาดในการยกขึ้นให้สูงเท่ากัน และใช้น้ำหนักมือในการตีโดยให้หัวไม้ระนาดทั้งสองสัมผัสกับผิวลูกระนาดพร้อมกัน และรีบยกหัวไม้ระนาดขึ้นระดับสูงสุดทันทีโดยใช้ข้อศอกเป็นจุดหมุน ซึ่งจะทำให้ข้อมือและแขนไม่มีการขยับหรืองอและยังคงเป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน
การตีสงมือหรือการตีสิม
คือการตีเก็บสองมือพร้อมกันโดยยกไม้ระนาดให้มีความสูง ๑ ใน ๔ ของการตีฉาก ให้เสียงลงเท่ากัน แล้วรีบยกมือขึ้นโดยเร็ว และต้องรู้จักการประคองน้ำหนักให้เหมาะสมการตีลักษณะนี้เหมาะกับการตีระนาดเอกมโหรี ซึ่งเป็นการประดิษฐ์เสียงระนาดให้มีความคมชัดไพเราะ ผู้ที่จะทำเสียงนี้ได้ต้องผ่านการฝึกการตีฉากมาแล้ว
การตีครึ่งข้อครึ่งแขน
คือการตีโดยใช้กล้ามเนื้อแขนสลับกับกล้ามเนื้อข้อมือโดยการผ่อนแขนและข้อมือให้มีการเกร็งน้อยลง (เกร็งไหล่ ผ่อนแขน) ทำให้เกิดเสียงที่นุ่มนวล และยังเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์เสียงระนาดเอกแบบต่างๆอีกมากมาย
การตีสับ
คือการตีระนาดโดยการสลับมือตามแบบวิธีตีฆ้อง
การตีกรอ
การตีกรอเป็นวิธีตีระนาดเพื่อให้ได้พยางค์เสียงยาว ตามปกติเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีเช่น ระนาดเอกนั้น มีพยางค์เสียงสั้นเพราะเสียงที่ตีเกิดจากการกระทบกันของไม้ระนาดและลูกระนาดเป็นครั้งๆไป เมื่อจะบรรเลงเพลงที่ต้องการพยางค์เสียงยาวจึงต้องใช้วิธีตีกรอ คือการตีลูกระนาด ๒ ลูกสลับมือกันเร็วๆ ด้วยน้ำหนักมือทั้งสองข้างที่เท่ากันโดยให้มือซ้าย (เสียงต่ำ) ลงก่อนมือขวา แต่ทั้งสองมือไม่ได้ตีอยู่ที่เดียวกัน มักจะตีเป็นคู่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, หรือ ๘ เป็นต้น วิธีฝึกควรเริ่มต้นจากการ กรอหยาบ ก่อน คือการตีมือซ้ายสลับมือขวาช้าๆ (ลงมือ ซ้ายก่อน) แล้วค่อยๆเร่งความเร็วชึ้นจนสุดกำลังโดยรักษาความชัดเจนและน้ำหนักมือให้เท่ากัน ส่วนในการบรรเลงจริงจะใช้การกรอที่ละเอียดที่สุดทันทีไม่ต้องเริ่มจากการกรอหยาบก่อน

การตีเก็บ
คือการตีระนาดที่เพิ่มเสียงสอดแทรกให้มีทำนองถี่ขึ้นมากกว่าเนื้อเพลงธรรมดา ซึ่งถ้าเขียนเป็นโน้ตสากลตัวเขบ็ต ๒ ชั้นในจังหวะ ๒/๔ ก็จะเป็นจังหวะละ ๔ ตัว ห้องละ ๘ ตัว การบรรเลงทางเก็บในเพลงที่เป็น ทางเดี่ยว จะมีความพลิกแพลงโลดโผนกว่าการตีเก็บแบบธรรมดาแต่ก็เรียกว่า "ทางเก็บ" เช่นเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ทางพัน"
การตีทดมือ, ทดเสียง
คือการบรรเลงแบบเสี้ยวมือ เมื่อต้องการให้ได้เสียงสูงขึ้น
การตีเสี้ยวมือ
คือการตีระนาดโดยใช้มือหนึ่งตียืนอยู่กับที่ ในขณะที่อีกมือหนึ่งตีดำเนินทำนองไปตามลูกระนาดอื่นๆ ทำให้เกิดเสียงประสานที่ไพเราะน่าฟัง
การตีสะเดาะ
คือการตีสะบัดยืนเสียงคู่แปด ๓ พยางค์ห่างเท่าๆกันด้วยความเร็ว โดยยืนเพียงเสียงเดียว มีพื้นฐานมาจากการตีฉากแล้วเพิ่มความถี่ให้ละเอียดขึ้น ในการบรรเลงจริงใช้การตีในความถี่สูงสุดเท่าที่จะทำได้
การตีสะบัด
คือการตีคู่แปด ๓ พยางค์ห่างเท่ากันด้วยความเร็ว โดยให้เสียงเคลื่อนที่เป็นคู่เสียงต่างๆ เช่น สะบัด ๒ ลูกระนาด สะบัด ๓ ลูกระนาด สะบัดข้ามลูกระนาด มีวิธีการฝึกคล้ายการตีสะเดาะ
การสะบัดสามารถแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ดังนี้
๑. สะบัดที่ลูกระนาดลูกเดียวให้เป็น ๓ พยางค์ บางครั้งเรียกว่าการสะเดาะ
๒. สะบัดที่ลูกระนาดสองลูกให้เป็น ๓ พยางค์ (ลูกใดลูกหนึ่งจะตี ๒ พยางค์)
๓. สะบัดที่ลูกระนาดสามลูกๆละพยางค์
การสะบัดยังสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นได้แก่
๑. สะบัดร่อนผิวน้ำ สะบัดโดยดึงมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขน
๒. สะบัดร่อนน้ำลึก เสียงจะลึกและแน่นกว่า การสะบัดร่อนผิวน้ำ
๓. สะบัดร่อนริดไม้ สะบัดโดยดึงข้อมือขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้กล้ามเนื้อทั้งแขน เสียงจะเบาร่อน
๔. สะบัดตัดคอ สะบัดโดยการใช้การตีแบบเสียงโตน้ำลึก โอกาสใช้น้อย มักจะใช้ตอนขึ้นเพลงเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม แสดงพลังอำนาจ
การตีกระพือ
คือการตีเน้นคู่แปดให้เสียงดังเจิดจ้ากว่าปกติอย่างเป็นระเบียบ หรือเป็นการเร่งจังหวะขึ้น
การตีกลอน
คือการบรรเลงทำนองในลักษณะต่างๆอย่างมีความสัมพันธ์และสัมผัสกันโดยแปลจากทำนองฆ้องซึ่งเป็นทำนองหลักของเพลง
ลักษณะและข้อสังเกตของกลอนระนาดเอก
๑. กลอนระนาดต้องมีความสัมพันธ์กัน ระหว่างวรรคแรกและวรรคหลัง จะต้องเป็นกลอนลักษณะเดียวกัน (๑ วรรค มีความยาวเท่ากับ ๔ ห้องโน้ตไทย)
๒. ในแต่ละกลอนสามารถแปรผันได้หลายรูปแบบ บางเพลงที่ทางฆ้องเอื้ออำนวย ก็จะสามารถแปลทางระนาดในลักษณะเดียวกันได้ตลอดทั้งเพลง เช่น การใช้กลอนไต่ลวด
๓. ในบางกรณีที่ทางฆ้องไม่เอื้ออำนวย วรรคแรกและวรรคหลังอาจใช้กลอนที่ไม่เหมือนกันก็ได้
๔. ควรศึกษาว่ากลอนประเภทใดเหมาะกับเพลงประเภทใด รวมถึงแนวความช้าเร็วในการบรรเลง
การตีรัว
คือการตีสลับมืออยู่ที่ลูกระนาดลูกเดียวกันโดยใช้มือซ้ายลงก่อนมือขวาให้มี ความละเอียดซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บรรเลง มีรูปแบบต่างๆ เช่น
๑. รัวลูกเดียว
๒. รัวเป็นคู่ต่างๆ
๓. รัวขึ้น-รัวลง
๔. รัวคาบลูกคาบดอก คือการตีรัวเป็นทำนองเป็นวรรคตอนหรือประโยค ต่อด้วยการตีเก็บทำนองเป็นวรรคตอน ประโยค ตามทำนองเพลง มิใช่ตีเป็นทำนองเพลงที่ซ้ำกันกับการตีรัว ทั้งนี้ยกเว้นกรณีที่เป็นทำนองซ้ำกัน
๕. รัวเป็นทำนอง (รัวพื้น) คือการดำเนินทำนองด้วยวิธีการรัวโดยตลอดทั้งท่อน
๖. รัวกรอด คือการตีรัวโดยการบังคับเสียงช่วงท้ายให้สั้นลงโดยวิธีการกดหัวไม้ตี
๗. รัวกรุบ คือการตีรัวโดยการกดหัวไม้ บังคับให้เสียงสั้นลงอย่างฉับพลันในช่วงเริ่มต้น
๘. รัวดุ คือการตีรัวเน้นกล้ามเนื้อแขนและหัวไหล่พร้อมทั้งเกร็งข้อมือ ใช้นิ้วชี้กดหัวไม้เพื่อให้เสียงมีน้ำหนัก ดังหนักแน่น
๙. รัวเสียงโต คือการตีรัวด้วยการบังคับกล้ามเนื้อเหมือนการรัวดุ แต่บังคับให้เสียงโปร่งกว่าโดยไม่กดหัวไม้ ไม่กดนิ้วชี้ เรียกอีกชื่อว่ารัวเปิดหัวไม้
๑๐. รัวฉีกอก คือการตีรัวแล้วแยกมือจากกันไปหาเสียงต่างๆที่ต้องการ
๑๑. รัวก้าวก่าย คือการตีรัวดำเนินทำนองด้วยวิธีพิเศษในลักษณะการตีสลับมือเป็นเสียงเป็นทำนองต่างๆ
๑๒. รัวไขว้มือ คือมือซ้ายตีอยู่เสียงหนึ่ง มือขวาจะไขว้ข้ามมือซ้ายตีรัวเป็นคู่เสียงต่างๆ ตีไขว้เป็นคู่เสียงอยู่กับที่ หรือตีไขว้เป็นคู่เสียงเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลงตามทำนองเพลง
๑๓. รัวกระพือ คือการตีรัวแล้วเร่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ
๑๔. รัวปริบ คือการตีรัว แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
การตีขยี้
คือการตีเสียงให้ถี่กว่าการตีเก็บอย่างน้อยสองเท่าโดยการเพิ่มพยางค์ในประโยคเพลงให้มากขึ้นกว่าการบรรเลงปกติ ทำได้สองวิธี คือ
๑. เพิ่มโดยเติมพยางค์ให้มากขึ้นก่อนจะถึงลูกตกท้ายประโยค
๒. เพิ่มโดยการบรรเลงประโยคนั้นให้เร็วขึ้นเป็นหลายครั้งภายในเวลาที่เท่ากับการบรรเลงเดิม
การขยี้วิธีหลังนี้ ผู้มีความสามารถสูงอาจทำได้ถึง ๖ ครั้งในหนึ่งช่วงเวลาบรรเลงปกติ เรียกว่า "ขยี้ ๖ ชั้น"
การตีตวาด
คือการตีเน้นเสียงมือขวาให้หนักในเสียงพยางค์แรก
การตีกวาด
คือการใช้ไม้ระนาดกวาดระไปโดยเร็วหรือช้าบนผืนระนาดในลักษณะต่างๆ
การตีไขว้
เป็นวิธีการบรรเลงที่อวดฝีมือใช้ในเพลงเดี่ยว โดยจะใช้มือขวาข้ามมือซ้ายไปตีเสียงต่ำ หรือมือซ้ายข้ามมือขวามาตีเสียงสูงก็ได้ การไขว้มีหลายลักษณะแล้วแต่จะคิดประดิษฐ์ขึ้นและมีชื่อเรียกต่างๆกันไป
การตีเก็บคู่ ๑๖
คือการตีโดยมือซ้ายและมือขวาแยกห่างในเสียงเดียวกันโดยแยกเป็น ๒ ช่วงคู่แปด มักใช้ในการบรรเลงทางเดี่ยว
การตีเน้น
คือการตีเสียงดังขึ้นกว่าปกติตามที่ผู้บรรเลงต้องการ
การตีถ่างมือ (ตีเก็บผสมแยก)
คือวิธีตีเก็บคู่แปด ผสมแยกคู่เสียง
การตีปริบ, กริบ
ตีเช่นเดียวกับการตีกรอ แต่กดไม้ให้การสั่นสะเทือนมีน้อยที่สุดและห้ามเสียงโดยกดหัวไม้ที่เสียงสุดท้าย
การตีเสียงกลม
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล กลมกล่อม ไพเราะน่าฟัง เป็นเสียงที่มีคุณค่าและปฏิบัติได้ยากมาก กล่าวคือผู้ปฏิบัติต้องใช้ความปราณีตบรรจงเป็นพิเศษในการที่จะสร้างเสียงให้มีความพอดี ฟังนุ่มนวลละมุนละไม ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ โดยวิธี "ตีสงมือ" จับไม้แบบปากนกแก้ว ตีฉากลงตรงกลางลูกระนาด แล้วรีบยกขึ้นอย่างทะนุถนอม เหมาะที่จะใช้บรรเลงเพลงที่มีท่วงทำนองอ่อนหวาน
การตีเสียงกรู
คือเสียงที่เกิดจากการรัวเสียงเดียว
การตีเสียง "ครู"
คือเสียงที่เกิดจากการตีกรอคู่ ๒
การตีเสียงโรย
การตีโดยผ่อนจังหวะให้ช้าลงพร้อมทั้งลดน้ำหนักของเสียงที่บรรเลงเพื่อให้ได้เสียงดนตรีที่อ่อนหวานนุ่มนวล
การตีเสียงกรอด หรือเสียงมอดกัดไม้
คือการกรอโดยกดหัวไม้ ใช้ในกรณีที่ต้องการแสดงอำนาจ
การตีเสียงกริก
เป็นการกรอที่มีลักษณะของเสียงสั้นกว่าเสียงกรอด นิยมใช้ในโอกาสที่ต้องการเน้นเสียงสุดท้ายในแต่ละประโยคของเพลงหรือทำนองเพลง เป็นการสอดแทรกในท่วง ทำนองระยะสั้นๆ โดยการตีเปิดหัวไม้
การตีเสียงแก้ว
คือลักษณะของเสียงที่นุ่มนวล กังวาน และสดใสดุจแก้ว โดยเฉพาะในการตีระนาดเอกมโหรีจะต้องจับไม้ตีให้หัวแม่มือเน้นที่ปลายก้านไม้ตีให้แน่นและตีทั้งแขนหรือทั้งตัวแล้วรีบยกขึ้นโดยเร็ว เสียงจึงจะแข็งเป็นกังวานออกมาเป็นเสียงแก้ว
การตีเสียงโต แบ่งเป็น
๑. การตีเสียงโตผิวน้ำ ใช้กล้ามเนื้อครึ่งข้อครึ่งแขนตีโดยการเปิดหัวไม้
๒. การตีเสียงโตน้ำลึก ใช้กล้ามเนื้อทั้งตัว เกร็งข้อ แขน ตีโดยการเปิดหัวไม้ทำให้เกิดเสียงที่ลึกมีอำนาจ
การตีเสียงกรุบ
คือการกรอและหยุดบรรเลงในลักษณะฉับพลันให้มีเสียงสั้นกว่ากริกและกรอด มักใช้ในประโยคสุดท้ายของเพลง ตีโดยการเปิดหัวไม้
การตีเสียงร่อนใบไม้ไหว (การกรอใบไม้ไหว)
คือการกรอให้เสียงไหลเลื่อนไปตามทำนองเพลง โดยเสียงไม่สะดุด เรียกอีกอย่างว่า กลอกกลิ้ง เหมาะสำหรับทำนองเพลงที่อ่อนหวาน
การตีเสียงโปร่ง
คือการตีฉาก แล้วรีบยกไม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว
การตีเสียงเกลือก
คือลักษณะของเสียงที่ผู้บรรเลงไม่สามารถบังคับมือให้รักษาแนวการบรรเลงที่ดีได้ ทำให้เสียงที่บรรเลงไม่สม่ำเสมอ
การฝึกไล่ระนาดเอก
คำว่า "ไล่ระนาด" เป็นศัพท์ที่นิยมใช้เรียกกันในหมู่ผู้ที่ฝึกตีระนาดเอก หมายถึงการฝึกตีระนาดด้วยทำนองเพลงต่างๆให้คล่องมือ ช่วงเวลาที่จะฝึกไล่ระนาดมีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาฝีมือ ดังนั้นผู้ฝึกตีระนาดเอกควรให้ความสนใจ มีความเอาใจใส่ และมีความมานะอดทนในการฝึกฝนให้มากเป็นพิเศษ ช่วงเวลาไล่ระนาดที่ควรทำเป็นกิจวัตรประจำวันมี ๔ ช่วงคือ เช้า กลางวัน เย็น และ ค่ำ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด และมีผลทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นมากที่สุดคือเวลาเช้ามืด เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ได้ผ่านการพักผ่อนหลับนอนมาใหม่ๆ ผู้ฝึกจะมีความสดชื่นมากที่สุดเมื่อฝึกไล่ระนาดแล้วจะจำเพลงได้แม่น และสามารถบรรเลงระนาดเอกได้ "ไหว" เป็นพิเศษ (คำว่า ไหว เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่สามารถบรรเลงระนาดเอกได้รวดเร็ว และเสียงชัดเจนไม่มีการสะดุดหรือเสียจังหวะ)
การไล่ระนาดเวลาเช้าควรเริ่มไล่ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ - ๐๗.๐๐ น. เพราะเวลาเช้ามืดเป็นเวลาที่ร่างกายเพิ่งผ่านการพักผ่อนมาแล้วอย่างเพียงพอ อวัยวะทุกส่วนมีความสดชื่นและหวนกลับมามีประสิทธิภาพใหม่ เมื่อเริ่มใช้งานจะทำให้กำลังภายในและกำลังภายนอกของร่างกายพร้อมที่จะรับและปรับตัว อีกประการหนึ่งเวลาเช้ามืดเป็นเวลาที่เงียบสงัดอากาศและอุณหภูมิกำลังดีทำให้สมองปลอดโปร่งและมีสมาธิดี
เพลงที่นิยมใช้สำหรับฝึกไล่ระนาดเอกได้แก่ เพลงทะแย ๓ ชั้น และ เพลงฉิ่งมุล่ง ชั้นเดียว เพลงทะแยเป็นเพลงที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฝึกระนาด เนื่องจากสำนวนเพลงเป็นทางกลอนที่เรียบเป็นการฝึกการตีให้เสียงทั้งสองมือดังเสมอกัน ส่วนเพลง "มุล่ง" (บางทีเรียกบุล่ง) ท่วงทำนองเพลงค่อนข้างเป็นกลอนที่ต่อเนื่องเสียงไม่กระโดดข้ามขั้นคู่เสียงจนเกินไป เป็นเพลงที่มีรูปแบบสำนวนเพลงครบตามลักษณะของเพลงที่ดี และเป็นพื้นฐานของการดำเนินกลอนระนาดในเพลงเถาแต่ผู้ที่ฝึกไล่โดยใช้เพลงมุล่งนั้นควรฝึกเพลงทะแยมาก่อน
ผืนระนาดที่ใช้ฝึกไล่ควรเป็นผืนไม้ไผ่ตง (นักดนตรีเรียกไผ่บง) เพราะมีความหนืดและ "ดูดไหล่" (หมายถึงกินแรงที่ไหล่) มากกว่าไม้ชิงชันและไม้ชนิดอื่น การที่ไล่ระนาดด้วยผืนไม้ไผ่บง เพราะต้องการต่อสู้กับความหนืดของผืนระนาด เป็นการเก็บกำลังจากความหนืดของผืนมาเป็นทุนในการบรรเลงครั้งต่อๆ ไป ลักษณะของผืนระนาดเอกที่ใช้ไล่ต้องเสียงไม่เพี้ยนคือมีระดับเสียงเป็นปกติทั้ง ๒๑ ลูก ลูกระนาดมีผิวโค้งนูนโต การไล่ระนาดด้วยผืนไม้ไผ่บงถ้าตีโดยลงมือซ้าย-ขวาไม่พร้อมกันหรือน้ำหนักไม่เท่ากันก็จะทำให้ผืนระนาดแกว่งหรือที่เรียกว่า "กระพือ" เป็นการตรวจสอบการฝึกหัดหรือการไล่ระนาดเอกได้เป็นอย่างดี ว่าถ้าตีคู่แปดไม่ได้เสียงเสมอกันแล้วผืนระนาดจะแกว่ง สำหรับไม้ที่ใช้ตีไล่ระนาดเอกควรเป็นไม้ที่มีน้ำหนักมากกว่าไม้ที่ใช้บรรเลงในเวลาจริง (ไม้แข็ง) หรือมีน้ำหนักกว่าสามบาทขึ้นไปทั้งนี้เพื่อเสริมกำลังข้อมือให้แข็งแกร่งมากขึ้น
ข้อควรระวังในการใช้ไม้ไล่ระนาด
๑.ไม้ที่ใช้ไล่ระนาดจะต้องมีน้ำหนักเหมาะสมกับกำลังข้อมือ
๒.ไม้ที่ใช้ไล่ระนาดจะต้องเหมาะสมกับการบรรเลง (สามารถควบคุมการตีได้)
๓. น้ำหนักและขนาดของไม้ต้องสัมพันธ์กับร่างกายของผู้บรรเลงและผืนระนาด
ประโยชน์ของไม้สำหรับไล่ระนาด
๑. ทำให้น้ำหนักมือทั้งสองข้างเท่ากัน ซึ่งมีผลให้เสียงดังเสมอกัน
๒. ทำให้ข้อมือมีกำลังแข็งแรงและมีความคงทน
๓. เวลาตีไม้ธรรมดา (ปกติ) ทำให้เบาแรงและคล่องตัวมากขึ้น
การไล่ระนาดด้วยไม้หนัก
การไล่ระนาดด้วยไม้หนักจะทำให้เกิดกำลังและความอดทน วิธีไล่ใช้ผ้าห่มที่มีความหนาวางบนผืนระนาดเพื่อให้เกิดการหนืดและดูดไหล่ เวลาตีใช้กำลังตีอย่างเต็มที่
วิธีการไล่ เริ่มจากการตีฉาก เพื่อให้มือทั้งสองข้างลงเท่ากันแล้วจึงไล่เพลง ขณะไล่พยายามตีให้ปลายไม้ในมือทั้งสองข้างกระทบลงบนผิวลูกระนาดพร้อมกัน ความเร็วของการไล่ระนาดไม่ควรช้าเกินไปหรือเร็วจนควบคุมไม่ได้ แนวเพลงในการไล่ไม้หนัก ไม่จำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น เมื่อเริ่มตีในระยะแรกควรตั้งความเร็วไว้ในแนวปานกลาง แล้วยืนแนวที่ตั้งไว้ (คำว่า ยืนแนว หมายถึงรักษาความเร็วในการบรรเลงให้คงที่) เมื่อใกล้จะจบเพลงจึงตีให้แนวเร็วขึ้นเหมือนตีด้วยไม้เบา การตีให้เร็วนั้นต้องสามารถควบคุมได้เพราะถ้าควบคุมไม่ได้จะทำให้มือเสียสมดุล ขณะตีด้วยความเร็วให้ใช้น้ำหนักเต็มที่ แต่ถ้าควบคุมไม่ได้ให้หยุดตีหยุดไล่เพลงแล้วกลับมาตีฉากใหม่เพื่อให้การลงมือเท่ากัน ควรใช้ระยะเวลาในการไล่ระนาดครั้งละประมาณ ๒ - ๓ ชั่วโมง
การไล่ระนาดด้วยไม้เบา
ใช้ผ้าคลุมผืนระนาดเอกให้บางประมาณครึ่งหนึ่งของการไล่ไม้หนัก น้ำหนักของไม้ตีให้หนักประมาณสิบสลึงซึ่งเท่ากับไม้แข็งหรือหนักกว่าเล็กน้อย
วิธีการไล่ เมื่อขึ้นเพลงแล้วให้ตั้งแนวเพลงค่อนข้างเร็วและพยายามให้แนวเพลงเร็วขึ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะควบคุมมือได้หรือไม่ได้ ขณะที่ตีเร็วผู้ตีควรควบคุมให้สุดกำลัง วิธีการตีใช้กล้ามเนื้อแขนสลับกับการใช้ข้อมือโดยใช้วิธีการจับไม้หลายแบบสลับกันไปในระหว่างการไล่ เมื่อใกล้จะจบเพลงควรตีให้เร็วที่สุด
การไล่ระนาดเอกไม่ว่าจะเป็นการไล่แบบไม้หนักหรือไม้เบา เมื่อไล่เสร็จแล้วควรฝึกตีฉากอีกครั้งเพื่อเป็นการปรับมือให้เกิดเสียงที่เท่ากัน การฝึกไล่ระนาดด้วยไม้ที่มีน้ำหนักเบานั้น มีกระบวนการปฏิบัติหลังการไล่มากกว่าไม้ที่มีน้ำหนักมาก กล่าวคือเมื่อตีฉากเสร็จแล้วควรฝึกการตีลักษณะต่างๆ ต่อเนื่องกันไป เช่น สะบัด สะเดาะ ขยี้ และ รัว เพื่อให้เกิดความชำนาญและเสียงระนาดมีความคมชัดเจนยิ่งขึ้น
Ranad and Songs
Here are songs solo by the Ranad:
Songs by Thaworn Sriphong:
Play The Ranad
Here is a video of playing the Ranad by some professionals: